วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2555

การสังหารนิสิต นักศึกษา ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519







เวลาเช้ามืดราว 2:00 นาฬิกา กลุ่มกระทิงแดงทุกจุด รอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตรียมปฏิบัติการโดยประสานงานกับตำรวจนอกเครื่องแบบ และมีกลุ่มกระทิงแดงเข้าแทรกตัวปะปนกับหมู่นิสิตนักศึกษา กลุ่มนวพลได้เรียกร้องให้รัฐบาลจับกุมนิสิตนักศึกษา
เวลาราว 5:00 นาฬิกา เริ่มมีการยิงจากภายนอกเข้าสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยถูกล้อมไว้เวลา 7 นาฬิกา กลุ่มทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน ลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง และกลุ่มอันธพาล ได้ใช้รถบัสพุ่งชนประตูมหาวิทยาลัย   ทั้งหมดเข้าสู่มหาวิทยาลัยและใช้อาวุธหนักระดมยิง  ตำรวจหน่วยคอมมานโด หน่วยปฏิบัติการพิเศษและตำรวจนครบาลจากท้องที่ต่าง ๆ เข้าถึงที่เกิดเหตุ เวลา 8 นาฬิกา  ตำรวจตระเวนชายแดนพร้อมอาวุธครบมือเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมยิงกระสุนเข้าใส่นักศึกษา
เวลา 8.30 นาฬิกา-10:00 นาฬิกา นักศึกษาและประชาชนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิ่งหนีวิถีกระสุนจากตำรวจตระเวนชายแดนและกลุ่มผู้ก่อเหตุ  นักศึกษาบางคนวิ่งหนีออกทางประตูหน้ามหาวิทยาลัย นักศึกษาบางส่วนหนีอออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา  หลายคนถูกรุมตีรุมกระทืบ บางคนที่ถูกทำร้ายบาดเจ็บถูกนำไปแขวนคอ และถูกผู้คนแสดงท่าทางเยาะเย้ยศพ กลุ่มคนบางกลุ่มลากเอาศพนักศึกษามาเผากลางถนนราชดำเนิน ตรงข้ามพระแม่ธรณีบีบมวยผม โดยใช้ยางรถยนต์ทับและราดด้วยน้ำมันเบนซิน บางส่วนใช้ของแข็งทำอนาจารศพนักศึกษาหญิง
เวลาราว 11:00 นาฬิกา เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่ และให้นักศึกษานอนคว่ำหน้ากับพื้นสนามฟุตบอลจากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาขึ้นรถออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อควบคุมตัวไว้ที่โรงเรียนตำรวจนครบาล บางเขน กลุ่มคนที่มุงดูใช้ก้อนหิน อิฐ ไม้ ขว้างปาผู้ที่อยู่บนรถ
เวลาราว 16:00 นาฬิกา กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน นำโดย พลตำรวจโทเจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน และกลุ่มแม่บ้าน นำโดย ทมยันตี ได้บุกเข้าทำเนียบรัฐบาล โดยใช้รถบรรทุกที่ทำเป็นเวทีปราศรัยบุกพังประตูเข้าไป บางคนได้ถือเชือกเข้าไปโดยจะเข้าไปแขวนคอ 3 รัฐมนตรีของรัฐบาล ได้แก่ ชวน หลีกภัย, ดำรง ลัทธพิพัฒน์, สุรินทร์ มาศดิตถ์ เนื่องจากกล่าวหาว่าบุคคลทั้ง 3 เป็นคอมมิวนิสต์[ แต่หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้ลงไปพบและยืนยันว่าบุคคลทั้ง 3 ไม่ได้มีพฤติกรรมดังกล่าว มีผู้ตะโกนถามว่า ท่านจะจัดการอย่างไร หม่อมราชวงศ์เสนีย์ตอบว่า ตนเองจะบอกให้รัฐมนตรีทั้ง 3 ลาออกเองเพื่อความสงบของบ้านเมือง มีผู้ถามต่อไปว่า ถ้าบุคคลทั้ง 3 ไม่ลาออกจะทำอย่างไร หม่อมราชวงศ์เสนีย์ตอบว่า ตนเองจะลาออกเอง แต่ภายหลังข้อความนี้ได้ถูกวิทยุยานเกราะนำไปตัดต่อกลายเป็นข้อความว่า ท่านไม่เคยรู้มาก่อนว่าบุคคลทั้ง 3 นี้เป็นคอมมิวนิสต์ และจะลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ครั้นถึงเวลา 18:00 นาฬิกา คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ภายใต้การนำของพลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครอง มีผลให้ หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช ต้องพ้นจากตำแหน่ง และธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หลังจากเหตุการณ์นี้ มีการพิจารณาคดีในศาลยืดยาวถึง 3 ปี โดยแกนนำนักศึกษา 19 คนถูกคุมขังตีตรวนโดยตลอด  แต่ฝ่ายผู้เข้าล้อมปราบไม่มีผู้ใดได้รับการลงโทษ มีผู้เข้าฟังการพิจารณาคดีจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มสิทธิมนุษยชนจากประเทศต่าง ๆ  จนเมื่อ 3 ปีผ่านไป ได้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้มีส่วนรับผิดชอบในเหตุการณ์นี้ ไม่ต้องถูกสอบสวนลงโทษแต่อย่างใด

การเมืองกับการปฏิวัติในประเทศไทย " 14 ตุลา 2516"


เหตุการณ์ 14 ตุลา
วีดีโอ เหตุการณ์ 14 ตุลา http://www.youtube.com/watch?v=KLgNO9KX_qA

             เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 หรือ วันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทย มากกว่า 5 แสนคน ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอม กิตติขจร โดยในเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก
สาเหตุ
            เหตุการณ์เริ่มมาจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารตัวเองในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2514 โดยนักศึกษาและประชาชนมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งในขณะนั้นจอมพลถนอมจะต้องเกษียณอายุราชการเนื่องจากอายุครบ 60 ปี อีกทั้งจอมพลประภาส จารุเสถียร บุคคลสำคัญในรัฐบาล ก็มิได้รับการยอมรับเหมือนจอมพลถนอม แต่กลับต่ออายุราชการให้ตนเอง ประกอบกับข่าวคราวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการต่าง ๆ สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนอย่างมาก
พ.ศ. 2516
            29 เมษายน พ.ศ. 2516 เฮลิคอปเตอร์ทหารหมายเลข ทบ.6102 เกิดอุบัติเหตุตกที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม มีดาราหญิงชื่อดังในขณะนั้นคือ เมตตา รุ่งรัตน์ โดยสารไปด้วย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 คน ในซากเฮลิคอปเตอร์นั้นพบซากสัตว์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นซากกระทิง ที่ทางผู้ที่ใช้ล่ามาจากทุ่งใหญ่นเรศวรซึ่งเป็นพื้นที่ป่าสงวน สร้างกระแสไม่พอใจในหมู่นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นปลายเดือนพฤษภาคมและต้นเดือนมิถุนายน นิสิตนักศึกษากลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติฯ 4 มหาวิทยาลัยได้ออกหนังสือชื่อ "บันทึกลับจากทุ่งใหญ่"[1] เปิดโปงเกี่ยวกับกรณีนี้ ผลการตอบรับออกมาดีมาก จนขยายผลโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงกลุ่มหนึ่งออกหนังสือชื่อ "มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ" เป็นผลให้ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีสั่งลบชื่อนักศึกษาแกนนำ 9 คนออก ซึ่งทำให้เกิดการประท้วงจนนำไปสู่การชุมนุมในวันที่ 21 และ 22 มิถุนายน ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ท้ายสุด ดร.ศักดิ์ ต้องยอมคืนสถานะนักศึกษาทั้ง 9 คน และดร.ศักดิ์ ก็ได้ลาออกไปเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

เริ่มต้นเหตุการณ์

           6 ตุลาคม มีบุคคลร่วมลงชื่อ 100 คน เพื่อเรียกร้องขอรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลากหลายอาชีพ หลายวงการ เช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักคิด นักเขียน นิสิต นักศึกษา เป็นต้น จากนั้น บุคคลเหล่านี้ราว 20 คน นำโดย นายธีรยุทธ บุญมี ได้เดินแจกใบปลิวเรียกร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ เช่น ประตูน้ำ, สยามสแควร์, อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยอ้างถึงใจความในพระราชหัตถ์เลขาของรัชกาลที่ 7 ที่ส่งถึงรัฐบาลถึงสาเหตุที่ทรงสละราชสมบัติ แต่ทางตำรวจนครบาลจับได้เพียง 11 คน และจับขังทั้ง 11 คนนี้ไว้ที่โรงเรียนตำรวจนครบาลบางเขนและนำไปขังต่อที่เรือนจำกลางบางเขน พร้อมตั้งข้อหาร้ายแรงว่า เป็นการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ โดยห้ามเยี่ยม ห้ามประกันเด็ดขาด จากนั้นจึงได้มีการประกาศจับ นายก้องเกียรติ คงคา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง และตามจับ นายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส.จ.นครพนม ขึ้นอีก รวมทั้งหมดเป็น 13 คน โดยกล่าวหาว่า นายไขแสงเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการแจกใบปลิวครั้งนี้ ซึ่งบุคคลทั้ง 13 นี้ ได้ถูกเรียกขานว่าเป็น "13 ขบถรัฐธรรมนูญ" ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้สร้างความไม่พอใจให้เกิดขึ้นครั้งใหญ่แก่มวลนักศึกษาและประชาชนอย่างมาก จนนำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงของการสอบกลางภาคด้วย แต่ทางองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้ประกาศและติดป้ายขนาดใหญ่ไว้ว่า "งดสอบ" พร้อมทั้งยื่นคำขาดให้ทางรัฐบาลปล่อยตัวทั้งหมดนี้ก่อนเที่ยงวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม แต่เมื่อถึงเวลาแล้วรัฐบาลก็หาได้ยอมกระทำไม่

 การจลาจล

           การเดินขบวนครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ออกไปตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก (คาดการกันว่ามีราว 500,000 คน) แกนนำนักศึกษาได้เข้าพบเจรจากับรัฐบาลและบางส่วนได้เข้าเฝ้า ฯ จนได้ข้อยุติเพียงพอที่จะสลายตัว แต่ทว่าด้วยอุปสรรคทางการสื่อสารและมวลชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากไม่อาจควบคุมดูแลได้หมด ก็นำไปสู่การนองเลือดในเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม เมื่อเกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่บริเวณหน้าพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ด้านถนนราชวิถีตัดกับถนนพระราม 5 เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมจะสลายตัวกลับทางนั้น แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้ผ่าน จึงเกิดการปะทะกันจนกลายเป็นการจลาจล และลุกลามไปยังสนามหลวง, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และถนนราชดำเนิน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เวลาบ่าย พบเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งบินวนอยู่เหนือเหตุการณ์และมีการยิงปืนลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นเพื่อสลายการชุมนุม โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ยืนยันว่าบุคคลที่ยิงปืนลงมานั้นคือ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร
            ต่อมาในเวลาหัวค่ำ วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยประกาศว่า จอมพลถนอม ได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว และมีพระบรมราชโองการโปรดแต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระราชดำรัสแถลงออกโทรทัศน์ด้วยพระองค์เอง แต่ทว่าเหตุการณ์ยังไม่สงบโดยกลุ่มทหารได้เปิดฉากยิงเข้าใส่นักศึกษาและประชาชนอีกครั้งหลังจากพระราชดำรัสทางโทรทัศน์เพียงหนึ่งชั่วโมงเมื่อนักศึกษาพยายามพุ่งรถบัสที่ไม่มีคนขับเข้าใส่สถานีตำรวจ ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยเนื่องจากผู้ชุมนุมนับพันยังไม่วางใจในสถานการณ์ได้มีการประกาศท้าทายกฎอัยการศึกในเวลา 22.00 น. และ ประกาศว่าจะอยู่ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยทั้งคืนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ถูกหลอกอีกครั้ง ซึ่งในตอนหัวค่ำวันที่ 15 ได้มีประกาศว่า จอมพลถนอม จอมพลประภาส และ พ.อ.ณรงค์ ได้เดินทางออกนอกประเทศแล้ว เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง และวันที่ 16 ตุลาคม ผู้ชุมนุมและประชาชนต่างพากันช่วยทำความสะอาดพื้นถนนและสถานที่ต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหาย
หลังเหตุการณ์
           ภายหลังเหตุการณ์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และสำหรับผู้เสียชีวิตทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการพระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตที่ทิศเหนือท้องสนามหลวงด้วย และอัฐินำไปลอยอังคารด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา อ่าวไทย
คณะรัฐมนตรี มีมติให้ก่อสร้าง อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ขึ้นที่ สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง โดยกว่าจะผ่านกระบวนต่าง ๆ และสร้างจนแล้วเสร็จนั้น ต้องใช้เวลาถึง 28 ปี
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ มีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยประชาชนต่าง ๆ จากหลายภาคส่วน โดยไม่มีนักการเมืองร่วมอยู่ด้วยเลย และใช้สนามม้านางเลิ้งเป็นสถานที่ร่าง โดยเรียกกันว่า "สภาสนามม้า" จนนำไปสู่การเลือกตั้งในต้นปี พ.ศ. 2518 ซึ่งในช่วงระยะเวลานั้น มีคำเรียกว่าเป็นยุค "ฟ้าสีทองผ่องอำไพ" แต่ทว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในประเทศยังไม่สงบ มีการเรียกร้องและเดินขบวนของกลุ่มชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม ประกอบกับสถานการณ์ความมั่นคงในประเทศรอบด้าน แม้รัฐบาลชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะแก้ไขสถานการณ์ได้ จนนำไปสู่เหตุนองเลือดอีกครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อปี พ.ศ. 2519 คือ เหตุการณ์ 6 ตุลา
           นอกจากนี้แล้วเหตุการณ์ 14 ตุลา นับเป็นการลุกฮือของประชาชนครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จในยุคศตวรรษที่ 20 และยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาคประชาชนในประเทศอื่น ๆ ทำตามในเวลาต่อมา เช่น ที่ เกาหลีใต้ในเหตุการณ์จลาจลที่เมืองกวางจู เป็นต้น
           พ.ศ. 2546 สภาผู้แทนราษฎรมีมติเอกฉันท์กำหนดให้วันที่ 14 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันประชาธิปไตย" เป็นวันสำคัญของชาติ ในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 30 ปี
รายชื่อ 13 คนที่ถูกจับ

http://th.wikipedia.org/wiki

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

บทกวีการเมือง ของ อังคาร กัลยาณพงศ์

ทหารหาญเห่ากู้ เอกราช
        ทหารหาญเห่ากู้             เอกราช
สละชาติเพื่อชีพทาส             ไพร่แม้ว
บรรพบุรุษนั่นวิปลาส              วินาศเปล่า อยุธยา
ปู่ญ่า*อกสะอึกแล้ว                นิ่งสะอื้นอกาลิโก ฯ


เสียเอกราชระยะสั้นโศกซึ้งอนันตกาล
      
       อู่ตะเภาเมาฝรั่งร้าย           อเมริกาโกง กินแล
หลงฝรั่งส้นเท้าโยง                  ป่าช้า
สยามชาติไม่เห็นโลง               ไม่หลั่ง น้ำตา
ผวาอย่างเวียตกงกล้า              ต่อสู้สยดสยองฯ
      
        ปฐมกัลป์ตั้งแต่ตั้ง            ชาติไทย มานา
แม้วชั่วอุบาทว์จัญไร                ยิ่งแล้ว
นำแดงดิ่งชิงชัย                       ประโยชน์ ตนแล
ตนยิ่งใหญ่เพริศแพร้ว              แต่บ้าสารเลวฯ
      
        อู่ตะเภาฝรั่งเช่าซื้อ          ปูแสม มันเอย
ฝรั่งอร่อยปูลอยแพ                  แม่หม้าย
ปัญญาปู่นิ่มแฉ                        แบไข่ คาวนา
ฝรั่งใส่ตัณหาร้าย                     เร่งเอื้องพรหมจรรย์ ฯ
      
        สวรรค์ยอดหญ้าฝรั่งค้า    สมองปู แสมแล
แดงเรื่อนำปลางู                      โง่รั้น
สยามชาติน่าอดสู                     เกีรยติยศ
หมดเอกราชระยะสั้น               โศกซึ้งอนันตกาล ฯ
      
        ทหารอย่าหาญเห่ากู้         อยุธยา ฮะฮา
รบพม่าให้เสียหมา                    โรคเรื้อน
อเมริกาด่าทาสผวา                   กินต่อ ไปนา
งบรบพบสนิมเปื้อน                   เน่าสิ้นวิญญาณฯ


แม้วทำทุกอย่างมล้างชาติ
        ทักษิณสิ้นสุดท้าย          ที่โลง สัจจแล
เงินล่อปรโลกโกง                   ป่าช้า
ทรัพย์สินซ่อนขุดโพรง           ฝังเพชร ทอง K.
พรางเลห์ขี้เรื่้อนบ้า                 เห่ากู้อยุธยา ฯ
* (เล่นละคร)
        มารยารักชาติใช้             ปวงชน งั่งแฮ
แท้เพ่งประโยชน์ตน               เท่านั้น
ควายแดงต่างสับสน               เซ่อซ่า
แดกหญ้าไม่อั้น                      โง่รั้นไถ่นาฯ
      
        แม้วทำทุกอย่างมล้าง    สยามชาติ
โลภเก่งโกงอำนาจ                ชั่วร้าย
แม้วหมายเบ่งระบอบอุบาทว์ โกงชาติ
ขายเอกราชง่ายได้                อยู่ใต้ตีนเขมรฯ
      
        อู่ตะเภาเหมาชาติให้      อมริกา หงส์ฤๅ
งานเผด็จการรัฐสภา              ทาสแม้ว
ขยันทำเรื่องปรารถนา            นรกต่ำ
ขายชาติเอกราชแล้ว             ชั่วล้ำสยามสยอง
      
        อู่ตะเภาเหมาชาติให้       พาสปอร์ต อธรรมฤๅ
ทำเพื่อแม้วอยู่รอด                  เท่านั้น
ขบถโคตรงั่งหน้าถอด-            สีสัน เสียวแล
เลือดต่ำระยำไม่อั้น                 โง่รั้นอวิชชา


เมตตา กรุณา ช่วยกู้โลกมนุษย์

๑       โอ้เวรกรรมชี้นำดีระงับได้                       ด้วยการไม่จองเวรกรรมซ้ำ
เมตตา กรุณาแท้กระทำนำ                              ดอกไม้หอมน้อมให้ทุกหัวใจ ฯ
๒       อกุศลผลกลขยะปฏิกูล                          มิควรสูญจากใจมนุษย์หรือไฉน
สุคันธไมตรีจิตรกายสิทธิชัย                            อย่าแล้งหายไปจากใจคน ฯ
๓       อำมหิตจิตรสมัยคือไฟทุกข์                   จะเกษมสุขโลกไซร้สุดสับสน
สติปัญญาแห่งหล้าอย่าอับจน                          พึงเพ่งผลเลอเลิศเถิดโลกเอย ฯ
๔       สงครามห่ามร้ายวิบัติคือมัจจุราช            พึงเลิกเด็ดขาดเถอะโลกเหวย
เพลิงนิวเคลียร์ฤทธิ์ร้ายฤาเคย                          เสวยดั่งน้ำใสชื่นใจเย็น ฯ
๕      ขอมบุราณชาติปราชญ์เก่งศาสตร์ศิลป์    เรียนแตกฉานสิ้นลึกซึ่งจึ่งจะเห็น
ค่ามนุษย์อย่าผิดคิดตรงประเด็น                       เป็นใหญ่อย่างดินฟ้ามหาสมุทรไท ฯ
๖      ทางช้างเผือกถ้าเล็กเล่ห์กะลา                 จะอุ้มเดือนดาวทั่วฟ้าได้ไฉน
โพธิสัตว์ประเสริฐเลิศดวงใจ ให้แบบอย่างสร้างผลึกเพชรวิญญาณ ฯ
๗      เกียรติยศมนุษย์แท้สถิตย์ดวงจิตร           คิดนฤมิตเพื่อโลกสุขเกษมศานต์
เมตตา กรุณากันทั่วจักรวาล                              ให้ยุคมนุษย์นานกว่าดิรัจฉานเทอญ ฯ


มวยผีในปรโลก
      
       ๑ ผีบังงั่งกราดเกรี้ยว       ทักษิณ สางแล
ปรโลกสองมลทิน                   ชั่วช้า
สองสู้มู่ทู่ทมิฬ                         หินชาติ อนาถนา
อาละวาดสองผีบ้า                  กี่ฟ้าปรองดอง ฯ

๒ แม้วถองบังคลั่งกริ้ว      ทักษิณ ถีบแล
ปรโลกมวยผีทมิฬ            มั่วปล้ำ
จระเข้ฟาดหางศิลป์          บังเซ่อ ซึมแฮ
แม้วต่อยคางบังซ้ำ           ย่ำหน้าบังสยอง ฯ

๓ สองผีต่างต่อสู้             ปรโลก สนั่นแล
เสนาะข่าวคาวมะเร็งโรค ชั่วร้าย
ผีงมโง่อับโชค                 หลงเชื่อ แม้วนา
สองคลั่งพยาบาทไซร้     งั่งไข้อวิชชา ฯ

๔ สุนัขกลอนหอนเห่าแห้    สองผี
กลอนด่าหมาเสียดสี           เสน่ห์พลิ้ว
โหยหวนอย่างดนตรี           ผรุสวาท ฉกาจแล
เลือดต่ำมัจจุราชหิ้ว            ลิ่วห้วงอเวจี ฯ

๕ สองผีอึงมี่ร้อง             ปรองดอง ดังฤา
ยมทูตสั่งทุบถอง            ไม่อั้น
ด้วยพิษกรดไฟตะบอง    หลังเน่า เหม็นนา
แม้วงั่งบังโง่รั้น                ร่ำไห้สยดสยอง ฯ



      

บทกวีการเมือง ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

 งูกับเต่า
       งูเหลือมเลื่อมเหลื่อมเลื้อยค่อยเลื้อยเลื่อน
ละเลื่อมเคลื่อนเป็นคลื่นเป็นลำไหล
เลื้อยเสาะหาอาหารกันดารไพร
มายอบยั้งขยดใหญ่อยู่ริมธาร
เจ้าเต่าเต้าต้อยไต่อยู่ต้วมเตี้ยม
ค่อยเลาะเลี้ยมเล็มหาเสาะอาหาร
งูเหลือมปราดพุ่งเข้าที่เต่าคลาน
เขมือบเต่าเต่าไม่ต้านไม่ไหวติง
หดหัวหดตีนเต่าเข้ากระดอง
งูขยอกลงท้องกลืนคล่องยิ่ง
เต่าขยับเหยียดตีนปีนพุงพิง
ตะกายกลิ้งกัดกระจุยทะลุยทะลาย
งูสิ้นฤทธิ์บิดขนดสยดสยอง
เลือดเลอะนองท้องแหวกแหลกสลาย
เต่าต้อยไต่ต้วมเตี้ยมตามเหลี่ยมทราย
แล้วมุดน้ำดำหายไปทันที
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เจ้าเต่านากับงูใหญ่ใครเง่างี่
เต่าที่หดหัวใต้กระดองดี
หรืองูที่เขมือบเต่า เข้าตาจน !
       
       ได้เปรียบ - เอาเปรียบ
        ได้เปรียบกับเสียเปรียบนั้นไม่แปลก
ย่อมมีสิทธิ์ผิดแผกแตกต่างได้
เช่นอยู่ห่างก็ไม่เห็นที่เป็นไป
หากอยู่ใกล้ก็จะเห็นที่เป็นจริง
การได้เปรียบจึงมิใช่การเอาเปรียบ
เช่นไม่เหยียบไม่ย่ำแม้ใหญ่ยิ่ง
นายจ้างดีเป็นหลักได้พักพิง
ลูกจ้างเองอาจจะชิงเอาเปรียบนาย
การเอาเปรียบทั้งนั้นคือการโกง
ยิ่งได้เปรียบยิ่งตะโพงโกงฉิบหาย
คิดแค่เอาเปรียบกันจึงอันตราย
ยิ่งขยายเมล็ดพันธุ์ของการโกง
ช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อเอาเปรียบ
ลุยระเบียบเหยียบยกโขยกโขยง
เอาเงินต่อเงินถือซื้อยกโรง
จะได้เล่นเด่นโด่งอยู่งโรงเดียว
ต้องรู้เท่ารู้ทันกับการโกง
ยิ่งได้เป็นนายโรงยิ่งโกงเดี่ยว
ยิ่งได้เปรียบยิ่งเอาเปรียบไม่เลียบเลี้ยว
แสยะเขี้ยวขยอกขู่นั่งชูคอ

คารวะกวี อังคาร กัลยาณพงศ์
      
       อังคารพระธาตุเจ้า เมืองศรี
ธรรมราชฉกาจกวี วิเศษกล้า
กัลยาณพงศ์พจี พุทธิจิต
ศักดิ์สิทธิ์อมตะฟ้า ฝากแก้วกวีสยาม ฯ
      
        ปาดเส้นเป็นใจกวี แลจักรวาลก็ไหวตาม
เศกคำประจำยาม ทะมัดมั่นฉมังขลัง
ปาดเส้นเป็นทิพยรูป แลโลกธาตุก็เมลืองมลัง
เศกชีพประชุมมัง- คลามิ่งมหาสมัย
      
       ประดุจดวงจินดามณี ประโชติหล้ามาเจียระไน
เป็นจิตวิจิตรไป ประดับบุหงาลดามาลย์
เศกกรวดและหินทราย เป็นลายสือวิเศษวิศาล
เศกนามเป้นตำนาน อังคาร กัลยาณพงศ์ฯ
      
       กนกทิพย์จักรวาลสะท้านไหว
วิเวกในสำเนียงจำเรียงบุหรง
บุพเพบุญอักษรขจรผจง
บุญส่งสู่สวรรค์อังคารกวี

 
ลูกแม่
        " ขอบประตูสวยดีสีเขียวทอง
นี้เป็นของใครกัน....นะแม่จ๋า...."
" ประตูเป็นของลูกเสมอมา "
" แล้วชิงช้า...สวนดอกไม้...ของใครกัน "
" ทั้งชิงช้า...สวนดอกไม้...ก็ของลูก "
" หนูจะปลูกดอกไม้ในสวนนั่น...
แล้วท้องฟ้าสีครามงดงามนั้น
ดวงตะวันสีทองเล่าของใคร "
" ทั้งท้องฟ้าดวงตะวันนั้นของลูก
ทุกสิ่งผูกสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่
เป็นของลูกทั้งหมดกำหนดไว้
ลูกจงได้ไตร่ตรองมองให้ดี
...แม้ตัวแม่นี้ก็ต้องเป็นของลูก "
" แม่จ๋าแม่พูดถูกทุกทุกที่
ลูกมีของมีค่ากว่าใครมี
มากกว่าใครในโลกนี้เป็นแน่แท้ "
" ใช่แล้วลูกมีค่ากว่าใครปอง
ลูกมีของมีค่ากว่าใครแน่
แต่แม่มีมากกว่านั้นไม่ผันแปร
แม่มีลูกของแม่....คนนี้ไง "

ถวายบายศรี       ขัวญข้าวแม่เอย ขอเชยชม
แม่เอวกลม ละองค์อ้อนแอ้น
ใบคือแขน ค่อยโบกค่อยไหว
น้ำใสใส คือน้ำสระสรง
สะโอดสะอง สะอางแม่ข้าว
ฝนพราวพราว คือเพรชคือพลอย
รวงสายสร้อย รับท้องสาวสวย
แม่สำรวย สำเริงลมฝน
เขียวหมอกหม่น แม่ข้าวแต่งตัว
ขาวหมอกมัว แม่ข้าวตั้งท้อง
เหลืองเป็นทอง เต็มทุ่งเต็มท่า
รวงระย้า เป็นสร้อยเป็นสาย
เคียวขอฉาย ชักชวนแม่ข้าว
หมอกฟ้าหนาว ท้องทุ่งท้องนา
มาเถิดมา แม่มาอยู่ลาน
บายศรีสู่มาน ขวัญข้าวแม่เอย ฯ
       แปดทศวรรษวารพระชันษา
มิ่งมหาราชินีภิวันทน์ภวาย
มาลัยสร้อยรวงข้าวลำเพาพราย
ภัคดีรายภิรักษ์พระองค์ทรงพระเจริญฯ


ศีลพรรษา
      ให้รู้ว่าใครฆ่า
และรู้ว่าใครฆ่าใคร
โหดเหตุและเลศนัย
อะไรจริงและไม่จริง
      
        ให้รู้ใครลักทรัพย์
กับใครโกงใครกลอกกลิ้ง
ผีปอบกับเปรตปลิง
ที่ปล้นชาติประชาชน
      
       ให้รู้ทันมายา
คือกาเมเจ้าเล่ห์กล
ซับซ้อนและสับสน
ยิ่งเสพสุขสนุกสนาน
      
        ให้รู้ใครพูดเท็จ
ใครหมกเม็ดใครดื้อด้าน
หลักกูคือหลักการ
มาหลอกกันและกันเอง
      
       ให้รู้ใครเสียสติ
สติแตกอยู่โตงเตง
เมาหลงอยู่โคลงเคลง
ยิ่งสุราและยาเมา
      
       ศีลห้าสมาทาน
ให้รู้ทันและรู้เท่า
รู้เขาและรู้เรา
ระหว่างวันพระพรรษา ฯ
      
คำถาม        ทุกคำตอบ ที่ตอบตามคำถามนั้น
ความสำคัญบ่งชี้ที่คำถาม
ถามอย่างไร ตอบอย่างไรก็ได้ความ
ให้คิดเห็น เป็นไปตาม ที่ถามนั้น
เช่นถามว่า ท่านประธานที่เคารพ
ท่านเคยขบคิดไหม อย่างไรนั่น
ท่านทำนี้ทำ " เพื่ออะไร" กัน
อะไรคือ ความสำคัญ ที่ท่านทำ
"เพื่ออะไร" ตอบได้ตั้งหลายอย่าง
ล้วนแนวทางสร้างสรรค์วันยังค่ำ
เพื่อความงามความดีมีธรรมนำ
ความเลิศล้ำสุขสมอุดมการ
ต้องตั้งคำถามท่านประธานใหม่
ว่าท่านทำ "เพื่อใคร" ช่วยไขขาน
เพื่ออะไร ตอบได้ สบายบาน
แต่ " เพื่อใคร " นี่แหละท่านช่วยตอบที
เพราะฉะนั้นต้องถามคำถามใหม่
ถามท่านนักเคลื่อนไหวในทุกที่
ที่ขัดแย้งแบ่งค่ายในวันนี้
ตะบันบ้าราวี....นี้ " เพื่อใคร " !

สามสำคัญ
      
       หนึ่งจำแนกแยกมิตรแยกศัตรู
สำคัญต้องรู้ "ศัตรูหลัก"
เพ่งเนื้อหาอย่าเพ่งเพียงรูปลักษณ์
กับจะต้องตระหนัก...สถานการณ์
      
       สองจำเป็นต้องรู้ "คู่ขัดแย้ง"
อันสำแดงให้ดูอยู่สองด้าน
ปฏิปักษ์-เอกภาพ...พิสดาร
เพื่อทำงานแนวร่วมรวมมวลชน
      
        สามปัญหา "ท่าที" ที่อุทิศ
ต่อศัตรูต่อมิตรอันมีผล
รู้จุดร่วมจุดต่างรู้วางตน
ต่อศัตรูจู่ประจนเข้าโจมตี
      
        คือสามเรื่องสามกระบวนที่ควรรู้
พิชิตศึกศัตรูได้ทุกที่
คือ "ศัตรู" "คู่ขัดแย้ง" และ "ท่าที"
ฝากเพื่อนพ้องน้องพี่...พิจารณา
      
        เอาประโยชน์ของประชาขึ้นเป็นใหญ่
คือประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า
เอาอำนาจฉ้อฉลปล้นประชา
คือโจราธิปไตย...จัญไรเมือง!

ยุติธรรม
      
        ศักดิ์และสิทธิ์แห่งยุติธรรมา
จักต้องมีและต้องกล้าต้องปรากฏ
เป็นแท่นธงองค์อิสสริยยศ
ให้ตัวบทกฏหมายได้ตั้งตรา
      
       หยัดยืนพื้นฐานอันเที่ยงตรง
สอบทรงสมดุลย์ทุกคุณค่า
ปลอดซึ่งอคติและมายา
คุณธรรมนำมาซึ่งยุติธรรม
      
        ตาชั่งต้องไม่มีการชี้สั่ง
ตาชั่งต้องไม่ชั่งความสูงต่ำ
น้ำหนักความถูกต้องจะต้องนำ
บอกย้ำบ่งชี้ที่เท็จจริง
      
        ความเป็นธรรมจะต้องทำถึงที่สุด
จนถึงจุดยุติเป็นที่ยิ่ง
เป็นบรรทัดยุติธรรมนำอ้างอิง
อันเป็นสิ่งเที่ยงธรรมที่ดำรง
      
        ศักดิ์สิทธิ์แห่งยุติธรรมา
กลางพายุกล้าไม่ราหลง
สืบอารยะอันยิ่งยรรยง
สืบทรงสวรรค์สร้างสังคมมนุษย์ !

ภูมิปราชญ์         " เดกาสต์ " กล่าวสัจวาทะ
เป็นถ้อยคำอมตะอันโดดเด่น
"ฉันคิด ดังนั้นฉันจึงเป็น"
ฉันจึงเห็นเช่นนี้ ฉะนี้ฉะนั้น
"ณองปอลชาร์ต" ผู้ต้นตำหรับคิด
"เอกซิสต์เตนเชียลลิสต์" ไม่ผิดผัน
หลักแห่งสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน
ยังคงความเป็น "ฉัน" ไม่ผันแปร
"มนุษย์คือเสรีภาพพิสัย
ไม่มีลักษณะใดตายตัวแน่
ไม่แน่นอนอยู่ในตัวของตัวแท้
ไม่เป็นแม้สิ่งที่เป็นและไม่เป็น"
"สิทธัตถะ"ชี้ชัด "อนัตตา"
ตนนั้นหาใช่ตนที่ตนเห็น
ทำทุกอย่างที่ควรทำ ควรบำเพ็ญ
ไม่ยึดมั่นคั้นเค้น เป็นตัวตน
นี้คือ "โลกทัศน์ - ชีวทัศน์"
ให้ทฤษฏี - ปฏิบัติ บรรลุผล
รู้เท่าทันขั้นตอนรู้ผ่อนปรน
เลื่อนขั้นความเป็นคนขึ้นเป็นมนุษย์ !
 

๘o ปี ๒๔ มิถุนา 
      
        เสันผมบังภูเขา
ก็เฝ้าเห็นแต่เส้นผม
โขดเขาอันเขื่องข่ม
ก็ไม่เห็นมันเร้นตา
      
       เหลือบแลแค่ปลายจมูก
จึงมองหน้าไม่เห็นหน้า
ยิ่งเพ่งก็ยิ่งพร่า
ไม่เห็นหนวดเผด็จการ
      
       มะกอกจะกี่ตะกร้า
ก็ปาไปไม่แผ้วพาน
เป็นหมายว่าปามาร
แท้มารแท้แหละตัวเอง
      
       บ้านเมืองกลียุค
ปลุกระดมเข้าข่มเหง
อันธพาลผสานเพลง
เผด็จการผสานพลัง
      
       ยี่สิบสี่มิถุนา
แปดสิบปียังเกรอะกรัง
อำนาจแห่งอัตตัง
ทุรังประเทศ...ทุเรศทุรน !

เจ็ดซ้าย
      
        หนึ่งคือซ้ายดัดจริตไร้เดียงสา
อหังการ์เป็นใหญ่ก็ซ้ายได้
สองคือซ้ายซ่าระเบิดเถิดเทิงไป
ได้บาทใหญ่อย่างไม่ได้เคยเป็น
      
        สามคือซ้ายมาสายเพิ่งได้รู้
การต่อสู้เพื่อคนผู้ทุกข์เข็ญ
สี่คือซ้ายตกขอบชอบคั้นเค้น
ชูประเด็นทฤษฎีบทชี้นำ
      
        ห้าคือซ้ายกลไกแบบไขลาน
เป็นหุ่นยนต์บริการวันยังค่ำ
หกคือซ้ายเจ้าเล่ห์สาริยำ
ทำเพื่อทำประโยชน์ได้แต่ฝ่ายตัว
      
        เจ็ดคือซ้ายสามานย์ก่อการร้าย
จนเป็นซ้ายทรราชอุบาทว์ชั่ว
ทั้งเจ็ดซ้ายเจ็ดอสัตย์กัดกันนัว
ล้วนน่ากลัวเพราะเป็นซ้ายที่ไม่จริง
      
        ผู้รู้ว่าหนุ่มสาวทันสมัย
ไม่เป็นซ้ายก็ไร้ใจเป็นที่ยิ่ง
แต่แก่แล้วยังเป็นซ้ายไม่ประวิง
ก็เป็นสิ่งไร้สมอง...พึงตรองดู !

ฟอกถ่าน      
        ๑ เขม่าหม้อ ที่ก้นหม้อ
เป็นมันเมื่อมอยู่มิดหมี
ฝอยเหล็กแหละจึงดี
ขัดหม้อให้เขม่าหาย

๑ โลหะอันขึ้นรา
สนิมเลอะอยู่เปรอะปราย
ต้องใช้กระดาษทราย
ค่อยขูดขัดเข้าคืนคง

๑ สนิมเหล็กอันกินเหล็ก
ก็กัดเหล็ก เป็นผุยผง
ตะไบเหล็กตะไบลง
กำจัดคราบสนิมหนา

๑ ธรรมดาของถ่านดี
จะต้องดำเป็นธรรมดา
ป้ายถูก็เปื้อนทา
แลจุดไฟก็ติดไฟ

๑ ดังฤๅจักขูดลอก
แลฟอกถ่านด้วยอันใด
ความผิดมหาภัย
ขจัดได้ด้วยใดฤๅ!

http://www.manager.co.th/Politics/ViewBrowse.aspx?BrowseNewsID=6048