งูกับเต่า
งูเหลือมเลื่อมเหลื่อมเลื้อยค่อยเลื้อยเลื่อน
ละเลื่อมเคลื่อนเป็นคลื่นเป็นลำไหล
เลื้อยเสาะหาอาหารกันดารไพร
มายอบยั้งขยดใหญ่อยู่ริมธาร
เจ้าเต่าเต้าต้อยไต่อยู่ต้วมเตี้ยม
ค่อยเลาะเลี้ยมเล็มหาเสาะอาหาร
งูเหลือมปราดพุ่งเข้าที่เต่าคลาน
เขมือบเต่าเต่าไม่ต้านไม่ไหวติง
หดหัวหดตีนเต่าเข้ากระดอง
งูขยอกลงท้องกลืนคล่องยิ่ง
เต่าขยับเหยียดตีนปีนพุงพิง
ตะกายกลิ้งกัดกระจุยทะลุยทะลาย
งูสิ้นฤทธิ์บิดขนดสยดสยอง
เลือดเลอะนองท้องแหวกแหลกสลาย
เต่าต้อยไต่ต้วมเตี้ยมตามเหลี่ยมทราย
แล้วมุดน้ำดำหายไปทันที
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เจ้าเต่านากับงูใหญ่ใครเง่างี่
เต่าที่หดหัวใต้กระดองดี
หรืองูที่เขมือบเต่า เข้าตาจน
!
ได้เปรียบ - เอาเปรียบ
ได้เปรียบกับเสียเปรียบนั้นไม่แปลก
ย่อมมีสิทธิ์ผิดแผกแตกต่างได้
เช่นอยู่ห่างก็ไม่เห็นที่เป็นไป
หากอยู่ใกล้ก็จะเห็นที่เป็นจริง
การได้เปรียบจึงมิใช่การเอาเปรียบ
เช่นไม่เหยียบไม่ย่ำแม้ใหญ่ยิ่ง
นายจ้างดีเป็นหลักได้พักพิง
ลูกจ้างเองอาจจะชิงเอาเปรียบนาย
การเอาเปรียบทั้งนั้นคือการโกง
ยิ่งได้เปรียบยิ่งตะโพงโกงฉิบหาย
คิดแค่เอาเปรียบกันจึงอันตราย
ยิ่งขยายเมล็ดพันธุ์ของการโกง
ช่วงชิงความได้เปรียบเพื่อเอาเปรียบ
ลุยระเบียบเหยียบยกโขยกโขยง
เอาเงินต่อเงินถือซื้อยกโรง
จะได้เล่นเด่นโด่งอยู่งโรงเดียว
ต้องรู้เท่ารู้ทันกับการโกง
ยิ่งได้เป็นนายโรงยิ่งโกงเดี่ยว
ยิ่งได้เปรียบยิ่งเอาเปรียบไม่เลียบเลี้ยว
แสยะเขี้ยวขยอกขู่นั่งชูคอ
คารวะกวี อังคาร กัลยาณพงศ์
อังคารพระธาตุเจ้า
เมืองศรี
ธรรมราชฉกาจกวี วิเศษกล้า
กัลยาณพงศ์พจี
พุทธิจิต
ศักดิ์สิทธิ์อมตะฟ้า ฝากแก้วกวีสยาม ฯ
ปาดเส้นเป็นใจกวี แลจักรวาลก็ไหวตาม
เศกคำประจำยาม
ทะมัดมั่นฉมังขลัง
ปาดเส้นเป็นทิพยรูป
แลโลกธาตุก็เมลืองมลัง
เศกชีพประชุมมัง-
คลามิ่งมหาสมัย
ประดุจดวงจินดามณี
ประโชติหล้ามาเจียระไน
เป็นจิตวิจิตรไป
ประดับบุหงาลดามาลย์
เศกกรวดและหินทราย
เป็นลายสือวิเศษวิศาล
เศกนามเป้นตำนาน อังคาร
กัลยาณพงศ์ฯ
กนกทิพย์จักรวาลสะท้านไหว
วิเวกในสำเนียงจำเรียงบุหรง
บุพเพบุญอักษรขจรผจง
บุญส่งสู่สวรรค์อังคารกวี
ลูกแม่
"
ขอบประตูสวยดีสีเขียวทอง
นี้เป็นของใครกัน....นะแม่จ๋า...."
" ประตูเป็นของลูกเสมอมา "
"
แล้วชิงช้า...สวนดอกไม้...ของใครกัน "
" ทั้งชิงช้า...สวนดอกไม้...ก็ของลูก
"
"
หนูจะปลูกดอกไม้ในสวนนั่น...
แล้วท้องฟ้าสีครามงดงามนั้น
ดวงตะวันสีทองเล่าของใคร "
"
ทั้งท้องฟ้าดวงตะวันนั้นของลูก
ทุกสิ่งผูกสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่
เป็นของลูกทั้งหมดกำหนดไว้
ลูกจงได้ไตร่ตรองมองให้ดี
...แม้ตัวแม่นี้ก็ต้องเป็นของลูก "
"
แม่จ๋าแม่พูดถูกทุกทุกที่
ลูกมีของมีค่ากว่าใครมี
มากกว่าใครในโลกนี้เป็นแน่แท้ "
"
ใช่แล้วลูกมีค่ากว่าใครปอง
ลูกมีของมีค่ากว่าใครแน่
แต่แม่มีมากกว่านั้นไม่ผันแปร
แม่มีลูกของแม่....คนนี้ไง "
ถวายบายศรี ขัวญข้าวแม่เอย
ขอเชยชม
แม่เอวกลม
ละองค์อ้อนแอ้น
ใบคือแขน
ค่อยโบกค่อยไหว
น้ำใสใส
คือน้ำสระสรง
สะโอดสะอง
สะอางแม่ข้าว
ฝนพราวพราว
คือเพรชคือพลอย
รวงสายสร้อย
รับท้องสาวสวย
แม่สำรวย
สำเริงลมฝน
เขียวหมอกหม่น
แม่ข้าวแต่งตัว
ขาวหมอกมัว
แม่ข้าวตั้งท้อง
เหลืองเป็นทอง
เต็มทุ่งเต็มท่า
รวงระย้า
เป็นสร้อยเป็นสาย
เคียวขอฉาย
ชักชวนแม่ข้าว
หมอกฟ้าหนาว ท้องทุ่งท้องนา
มาเถิดมา
แม่มาอยู่ลาน
บายศรีสู่มาน ขวัญข้าวแม่เอย
ฯ
แปดทศวรรษวารพระชันษา
มิ่งมหาราชินีภิวันทน์ภวาย
มาลัยสร้อยรวงข้าวลำเพาพราย
ภัคดีรายภิรักษ์พระองค์ทรงพระเจริญฯ
ศีลพรรษา
ให้รู้ว่าใครฆ่า
และรู้ว่าใครฆ่าใคร
โหดเหตุและเลศนัย
อะไรจริงและไม่จริง
ให้รู้ใครลักทรัพย์
กับใครโกงใครกลอกกลิ้ง
ผีปอบกับเปรตปลิง
ที่ปล้นชาติประชาชน
ให้รู้ทันมายา
คือกาเมเจ้าเล่ห์กล
ซับซ้อนและสับสน
ยิ่งเสพสุขสนุกสนาน
ให้รู้ใครพูดเท็จ
ใครหมกเม็ดใครดื้อด้าน
หลักกูคือหลักการ
มาหลอกกันและกันเอง
ให้รู้ใครเสียสติ
สติแตกอยู่โตงเตง
เมาหลงอยู่โคลงเคลง
ยิ่งสุราและยาเมา
ศีลห้าสมาทาน
ให้รู้ทันและรู้เท่า
รู้เขาและรู้เรา
ระหว่างวันพระพรรษา
ฯ
คำถาม ทุกคำตอบ ที่ตอบตามคำถามนั้น
ความสำคัญบ่งชี้ที่คำถาม
ถามอย่างไร
ตอบอย่างไรก็ได้ความ
ให้คิดเห็น เป็นไปตาม
ที่ถามนั้น
เช่นถามว่า
ท่านประธานที่เคารพ
ท่านเคยขบคิดไหม
อย่างไรนั่น
ท่านทำนี้ทำ " เพื่ออะไร"
กัน
อะไรคือ
ความสำคัญ ที่ท่านทำ
"เพื่ออะไร"
ตอบได้ตั้งหลายอย่าง
ล้วนแนวทางสร้างสรรค์วันยังค่ำ
เพื่อความงามความดีมีธรรมนำ
ความเลิศล้ำสุขสมอุดมการ
ต้องตั้งคำถามท่านประธานใหม่
ว่าท่านทำ "เพื่อใคร"
ช่วยไขขาน
เพื่ออะไร ตอบได้
สบายบาน
แต่ "
เพื่อใคร " นี่แหละท่านช่วยตอบที
เพราะฉะนั้นต้องถามคำถามใหม่
ถามท่านนักเคลื่อนไหวในทุกที่
ที่ขัดแย้งแบ่งค่ายในวันนี้
ตะบันบ้าราวี....นี้ " เพื่อใคร "
!
สามสำคัญ
หนึ่งจำแนกแยกมิตรแยกศัตรู
สำคัญต้องรู้
"ศัตรูหลัก"
เพ่งเนื้อหาอย่าเพ่งเพียงรูปลักษณ์
กับจะต้องตระหนัก...สถานการณ์
สองจำเป็นต้องรู้
"คู่ขัดแย้ง"
อันสำแดงให้ดูอยู่สองด้าน
ปฏิปักษ์-เอกภาพ...พิสดาร
เพื่อทำงานแนวร่วมรวมมวลชน
สามปัญหา "ท่าที"
ที่อุทิศ
ต่อศัตรูต่อมิตรอันมีผล
รู้จุดร่วมจุดต่างรู้วางตน
ต่อศัตรูจู่ประจนเข้าโจมตี
คือสามเรื่องสามกระบวนที่ควรรู้
พิชิตศึกศัตรูได้ทุกที่
คือ
"ศัตรู" "คู่ขัดแย้ง" และ
"ท่าที"
ฝากเพื่อนพ้องน้องพี่...พิจารณา
เอาประโยชน์ของประชาขึ้นเป็นใหญ่
คือประชาธิปไตยที่ก้าวหน้า
เอาอำนาจฉ้อฉลปล้นประชา
คือโจราธิปไตย...จัญไรเมือง!
ยุติธรรม
ศักดิ์และสิทธิ์แห่งยุติธรรมา
จักต้องมีและต้องกล้าต้องปรากฏ
เป็นแท่นธงองค์อิสสริยยศ
ให้ตัวบทกฏหมายได้ตั้งตรา
หยัดยืนพื้นฐานอันเที่ยงตรง
สอบทรงสมดุลย์ทุกคุณค่า
ปลอดซึ่งอคติและมายา
คุณธรรมนำมาซึ่งยุติธรรม
ตาชั่งต้องไม่มีการชี้สั่ง
ตาชั่งต้องไม่ชั่งความสูงต่ำ
น้ำหนักความถูกต้องจะต้องนำ
บอกย้ำบ่งชี้ที่เท็จจริง
ความเป็นธรรมจะต้องทำถึงที่สุด
จนถึงจุดยุติเป็นที่ยิ่ง
เป็นบรรทัดยุติธรรมนำอ้างอิง
อันเป็นสิ่งเที่ยงธรรมที่ดำรง
ศักดิ์สิทธิ์แห่งยุติธรรมา
กลางพายุกล้าไม่ราหลง
สืบอารยะอันยิ่งยรรยง
สืบทรงสวรรค์สร้างสังคมมนุษย์
!
ภูมิปราชญ์ " เดกาสต์ "
กล่าวสัจวาทะ
เป็นถ้อยคำอมตะอันโดดเด่น
"ฉันคิด
ดังนั้นฉันจึงเป็น"
ฉันจึงเห็นเช่นนี้
ฉะนี้ฉะนั้น
"ณองปอลชาร์ต"
ผู้ต้นตำหรับคิด
"เอกซิสต์เตนเชียลลิสต์"
ไม่ผิดผัน
หลักแห่งสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน
ยังคงความเป็น "ฉัน"
ไม่ผันแปร
"มนุษย์คือเสรีภาพพิสัย
ไม่มีลักษณะใดตายตัวแน่
ไม่แน่นอนอยู่ในตัวของตัวแท้
ไม่เป็นแม้สิ่งที่เป็นและไม่เป็น"
"สิทธัตถะ"ชี้ชัด
"อนัตตา"
ตนนั้นหาใช่ตนที่ตนเห็น
ทำทุกอย่างที่ควรทำ
ควรบำเพ็ญ
ไม่ยึดมั่นคั้นเค้น
เป็นตัวตน
นี้คือ "โลกทัศน์ -
ชีวทัศน์"
ให้ทฤษฏี - ปฏิบัติ
บรรลุผล
รู้เท่าทันขั้นตอนรู้ผ่อนปรน
เลื่อนขั้นความเป็นคนขึ้นเป็นมนุษย์
!
๘o ปี ๒๔ มิถุนา
เสันผมบังภูเขา
ก็เฝ้าเห็นแต่เส้นผม
โขดเขาอันเขื่องข่ม
ก็ไม่เห็นมันเร้นตา
เหลือบแลแค่ปลายจมูก
จึงมองหน้าไม่เห็นหน้า
ยิ่งเพ่งก็ยิ่งพร่า
ไม่เห็นหนวดเผด็จการ
มะกอกจะกี่ตะกร้า
ก็ปาไปไม่แผ้วพาน
เป็นหมายว่าปามาร
แท้มารแท้แหละตัวเอง
บ้านเมืองกลียุค
ปลุกระดมเข้าข่มเหง
อันธพาลผสานเพลง
เผด็จการผสานพลัง
ยี่สิบสี่มิถุนา
แปดสิบปียังเกรอะกรัง
อำนาจแห่งอัตตัง
ทุรังประเทศ...ทุเรศทุรน
!
เจ็ดซ้าย
หนึ่งคือซ้ายดัดจริตไร้เดียงสา
อหังการ์เป็นใหญ่ก็ซ้ายได้
สองคือซ้ายซ่าระเบิดเถิดเทิงไป
ได้บาทใหญ่อย่างไม่ได้เคยเป็น
สามคือซ้ายมาสายเพิ่งได้รู้
การต่อสู้เพื่อคนผู้ทุกข์เข็ญ
สี่คือซ้ายตกขอบชอบคั้นเค้น
ชูประเด็นทฤษฎีบทชี้นำ
ห้าคือซ้ายกลไกแบบไขลาน
เป็นหุ่นยนต์บริการวันยังค่ำ
หกคือซ้ายเจ้าเล่ห์สาริยำ
ทำเพื่อทำประโยชน์ได้แต่ฝ่ายตัว
เจ็ดคือซ้ายสามานย์ก่อการร้าย
จนเป็นซ้ายทรราชอุบาทว์ชั่ว
ทั้งเจ็ดซ้ายเจ็ดอสัตย์กัดกันนัว
ล้วนน่ากลัวเพราะเป็นซ้ายที่ไม่จริง
ผู้รู้ว่าหนุ่มสาวทันสมัย
ไม่เป็นซ้ายก็ไร้ใจเป็นที่ยิ่ง
แต่แก่แล้วยังเป็นซ้ายไม่ประวิง
ก็เป็นสิ่งไร้สมอง...พึงตรองดู
!
ฟอกถ่าน
๑ เขม่าหม้อ
ที่ก้นหม้อ
เป็นมันเมื่อมอยู่มิดหมี
ฝอยเหล็กแหละจึงดี
ขัดหม้อให้เขม่าหาย
๑
โลหะอันขึ้นรา
สนิมเลอะอยู่เปรอะปราย
ต้องใช้กระดาษทราย
ค่อยขูดขัดเข้าคืนคง
๑
สนิมเหล็กอันกินเหล็ก
ก็กัดเหล็ก
เป็นผุยผง
ตะไบเหล็กตะไบลง
กำจัดคราบสนิมหนา
๑
ธรรมดาของถ่านดี
จะต้องดำเป็นธรรมดา
ป้ายถูก็เปื้อนทา
แลจุดไฟก็ติดไฟ
๑
ดังฤๅจักขูดลอก
แลฟอกถ่านด้วยอันใด
ความผิดมหาภัย
ขจัดได้ด้วยใดฤๅ!
http://www.manager.co.th/Politics/ViewBrowse.aspx?BrowseNewsID=6048
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น