วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

เรื่องสั้นสะท้อนภาพสังคมและการเมือง "เขียดขาคำ"

เรื่องสั้น : เขียดขาคำลาวคำหอมแดดกล้าเริงแรง เหมือนจงใจจะแผดเผาทุกชีวิตบนทุ่งหญ้ากว้างให้ไหม้มอดจนสิ้นซาก
สะแบงหลวงกับพะยอมยืนโดดเด่น ทิ้งใบแก่สีเหลืองคล้ำร่อนลงดินเป็นครั้งคราว เขาหย่อนกายลงตรงโคนไม้ด้วยท่าทางที่เหนื่อยอ่อน เสื้อสีครามคล้ำเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ รอบตัวมีแต่ความอ้างว้างแห้งแล้ง เขาเพ่งมองกลุ่มหญ้าหม่นและฟางฝอยที่ปลิวว่อนหมุนเป็นลำสูงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า นอกจากหญ้าและฟาง มันยังหอบเอาดินสีน้ำตาลลอยฟุ้งจนมืดมัวไปหมด มันเป็นลมหัวกุดหรือที่บางคนเรียกลมหัวด้วน เขารู้สึกหวาดขึ้นมาทันทีเมื่อคิดได้ว่า ลมที่พัดตึงๆอยู่นั้น ผู้ใหญ่เคยบอกว่ามันเป็นเครื่องหมายของ
ความแห้งแล้ง ความอดอยาก ความวิบัติและความตาย เมื่อคิดถึงตรงนี้เขารู้สึกกระวนกระวายอยากจะไปให้ถึงบ้านที่มองเห็นยอดไผ่เรี่ยดินลิบๆอยู่เบื้องหน้า แต่ก็ลังเลที่จะเดินต่อ เพราะเมื่อครู่นี้เอง ก่อนจะถึงร่มไม้ เขารู้สึกหูอื้อ ตามัว ซึ่งเขารู้ว่ากำลังจะเมาแดดและเป็นลม เขามองดูฝ่าเท้าที่พองเพราะความร้อนไหม้ของพื้นทราย แล้วรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก โกรธดินฟ้าอากาศซึ่งช่างมีแต่ความทารุณไม่จบสิ้น เช้านี้มันยังหนาวเหน็บจนถึงกระดูกแต่ขณะนี้กลับร้อน จนรู้สึกว่าหัวจะแตกออกเป็นเสี่ยง เมื่อคิดถึงความเยือกเย็นยามเช้าตรู่ก็ยิ่งคิดถึงลูกน้อยมากขึ้น
เช้านี้เอง เขากับลูกเล็กสองคนพากันออกไปหาเขียด เพื่อหาอาหารมื้อเช้าที่ทุ่งนาข้างบ้าน อากาศแสนหนาว ลูกน้อยทั้งสองคนคางสั่นกักๆขณะที่ก้มมองหาตาเขียด ซึ่งซ่อนอยู่ตามรอยแตกระแหงของผืนนา ทุกครั้งที่มองเห็นตาใสในหลืบเล็ก ลูกน้อยจะเรียกเขาเสียงดัง
“ พ่อ นี้อีกตัว ”
“ พ่อ หลืบนี้มีสอง เขียดขาคำ๑เสียด้วย เร็วหน่อยสิพ่อ ”
เขาจะกะโผลกกะเผลกไปตามเสียงเรียก ใช้จอบงัดรอยระแหง บางตัวเขาจับมันได้
ทันที แต่มีบางตัวพอเริ่มงัดดินมันก็กระโดดแผล็วไป เป็นหน้าที่ของลูกที่จะไล่ตะครุบ บางตัวก็ทัน บางตัวก็กระโดดลงไปในหลืบดินใหม่ ทำให้เขาต้องตามไปงัดรอยระแหงนั้นอีก บางครั้งถ้าโชคดีนอกจากจะได้เขียด ยังพบหอยกาบ หอยจุ๊บแจงที่หมกตัวรอฝนซึ่งเขาก็เก็บมันไป แดดเริ่มอุ่นและได้เขียดมากพอสำหรับข้าวมื้อเช้าแล้ว เสียงผู้ใหญ่บ้านเคาะเกราะเรียกประชุมดังแว่วมาจากในบ้าน เมื่อคิดถึงตรงนี้เขารู้สึกโกรธตัวเองขึ้นมาอีกอย่างบอกไม่ถูก เพราะถ้าหากว่าเขากลับบ้านเสียแต่ตอนนั้น ลูกน้อยที่น่าสงสารก็คงไม่เจ็บ มันเป็นหลืบสุดท้ายแท้ๆ ในทันทีที่เขางัดดินแตกกระจาย เขียดขาคำโตเต็มที่ขนาดหัวแม่มือกระโดดแผล็วผ่านหน้าลูกชายคนกลางไป เด็กน้อยไล่ตามไปห้า-หกวา เขียดจึงกระโดดลงไปในรอยเท้าควาย ลูกน้อยของเขาล้วงมือตามหมายจะจับ เท่านั้นเองเขาก็ตะลึงแทบสิ้นสติ เมื่อได้ยินลูกน้อยร้องเสียงลั่น

( ๑ เขียดขาคำ หมายถึง เขียดชนิดหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายกบแต่ขนาดเล็กกว่า ส่วนท้องและขามีสีเหลือง )


“ พ่อ งู งูกัดมือ ! ” งูเห่าแผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่อๆ ได้สติเขากระโจนใช้ด้ามจอบหวดเต็มแรงสามครั้ง งูร้ายก็หางสั่นดิกๆ เขาหอบลูกน้อยพร้อมครุ๑เขียดกลับเข้าบ้าน และไม่ลืมบอกลูกอีกคนลากงูไปด้วย ลูกของเขาร้องไห้และครางเบาๆตลอดทาง มือของเด็กตบที่หน้าอกบอกว่าหายใจไม่ออก เมื่อถึงบ้าน กสิ่งโกลาหลไปหมด วิ่งหาหมอน้ำมนต์ หมอยากลางบ้านเท่าที่คิดชื่อได้
“ เอาเขียดมาสับปิดที่แผล ” เพื่อนบ้านคนหนึ่งร้องบอก
“ ปิ้งตับงูให้มันกิน ” อีกคนตะโกนเสียงดัง เขาวิ่งไปที่ซากงูผ่าท้องหาตับ ในขณะ
ที่เมียของเขาเฝ้าแต่ร้องไห้ ยิ่งสายคนยิ่งมาก เพื่อนบ้านที่ประชุมอยู่บ้านผู้ใหญ่เมื่อทราบข่าวก็แตกฮือ
มาสมทบ และในขณะเดียวกัน เขาก็ตกใจแทบเป็นบ้า เมื่อเพื่อนบ้านบอกว่าเขาต้องไปอำเภอวันนี้
เพราะผู้ใหญ่บ้านชี้แจงว่า วันนี้เป็นวันที่ทางการจะจ่ายเงินให้กับคนมีลูกตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และเขา
ก็เป็นหนึ่งที่มีลูกครบห้าคนพอดี
“ จะไปได้ยังไง ลูกจะตายแหงบๆอยู่ไม่เห็นหรือ ? ” เขาพูดอย่างเจ็บแค้น
“ มันจะเป็นไรไปวะ มดหมอออกมากมายต่างก็เคยรักษากินบ้านกินเมืองมาแล้ว
ทั้งนั้น ”
“ ไปซีอ้ายบ้า ตั้งสองร้อยบาทเทียวนะ เกิดมามึงเคยมีรึ เงินสองร้อยน่ะ ”
“ พูดมันเสียเถอะ ” อีกคนพูด “ ถ้ามันเกิดมีอันเป็นถึงล้มถึงตาย ก็เลยจะชวดเท่านั้น ”
“ ไม่ไป๊ ไม่ไป ” เขาเอ็ดตะโร “ ลูกนอนหายใจหงับๆอยู่ ยังจะมาบอกให้ไป วันอื่น
มันทำไมไม่จ่าย จริง เงินสองร้อยบาทแต่เกิดมาก็ไม่เคยมี แต่กูไม่ไป ข้าไม่ไป ”
“ ตะราง ” อีกคนหนึ่งพูด “ ถ้าไม่ไปมันก็ตะรางเท่านั้นเอง มีหรือจะขัดเจ้าขัดนาย
เขาให้ต้องเอา ไม่เอาก็ตะราง ”
เขารู้สึกใจเสียเมื่อได้ยินคำว่าตะรางบ่อยๆ แต่ก็ยังแข็งใจพูด
“ ตะรางตะเริงที่ไหน ก็บอกไม่เอา ไม่เอา ลูกจะตายทั้งคนจะทิ้งไปได้ยังง้าย ! ”
เขาขึ้นเสียง “ ไม่ไป ไม่ไป ” เขาย้ำอีก
“ ไปเสีย อย่าขัดทางการเขา เราเป็นราษฎร ” หันไปก็พบผู้ใหญ่บ้านยืนหน้าขรึม
อยู่ข้างๆ เสียงเขาแหบแห้งลงทันที
“ ถ้าไม่ไปโทษถึงตะรางจริงหรือ ? ” เขาถาม
“ แน่นอน ” ผู้ใหญ่บ้านพูดขึงขัง “ บางทีถึงจำตลอดชีวิต ”


( ๑ ครุ หมายถึง ภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่แล้วอุดรอยสานด้วยครั่ง รูปร่างคล้ายถังน้ำ ) เท่านั้นเอง เขาก็ต้องซมซานไปอำเภอเหมือนคนบ้า ฝากลูกน้อยกับหมอน้ำมนต์และ
เพื่อนบ้าน แล้วผลุงลงเรือนไป ถึงอำเภอเมื่อจวนจะเพล พบกับเพื่อนบ้านที่มาเอาเงินเช่นเดียวกับเขา
นั่งเป็นกลุ่ม เพื่อนบ้านชี้ให้เขาไปที่โต๊ะปลัดอำเภอแก่ๆคนหนึ่ง จึงผลุนผลันเข้าไป
“ ผมนายนาค นางาม ครับ มาขอเอาเงินค่ามีลูกมาก ”
ปลัดอำเภอเงยหน้าที่อวบอูมขึ้นมองเขาช้าๆ จ้องอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดเสียงหนัก
“ อ้ายบ้า คนกำลังทำงานไม่มีตารึ ไป๊ ! ไปรอข้างนอก ”
“ เออ นาย ลูกผมกำลังจะตาย ” แต่แล้วเขาก็ชะงักโดยเร็วเมื่อคิดว่าเขาไม่ควรพูดคำนี้เพราะบางทีเจ้านายเกิดสงสัยว่าลูกเขาตายจะลำบาก ปลัดอำเภอนั้นก้มหน้าเขียนอะไรขยุกขยิกต่อไปอีก นาคเดินออกมาสมทบเพื่อนข้างนอกอย่างเงื่องหงอย เกิดเป็นราษฎรชาวนานี่ช่างมีแต่กองทุกข์ เขาคิด อดอยากปากหมองก็สุดจะทุกข์อยู่แล้ว หันหน้าไปหาเจ้านายก็มีแต่คำขู่เข็ญเขารอต่อไปจนเที่ยง แต่เจ้านายคนนั้นยังเขียนหนังสือต่อไป เหมือนไม่มีพวกเขา ชาวนาทั้งหลายซึ่งนั่งรออยู่อย่างกระวนกระวาย สักครูปลัดจึงลุกขึ้นเดินอาดๆออกมาข้างนอก แต่ยังมีเมตตาหันมาบอกสองสามคำ


“ เที่ยงแล้ว หยุดพัก บ่ายโมงมาเอา ”



นาคกับเพื่อนนั่งรอจนบ่าย ปลัดหน้าตายคนนั้นจึงเข้ามาและเรียกพวกเขาให้เข้าไปหา ทุกคนนั่งราบลงที่พื้น เขาเริ่มซักถามต่างๆว่าทำยังไงจึงมีลูกมากนัก เพื่อนบ้านก็ตอบไปงกๆเงิ่นๆ เรียกเสียงหัวเราะอย่างชอบใจจากหมู่เจ้านายที่หันมาฟังคำตอบอันแสนจะน่าอดสูเหล่านั้น
และแล้วก็ถึงเขาจนได้
“ คนไหน นายนาค นางาม ”
“ ผมครับ ” เขาตอบอ้อมแอ้ม
“ เราล่ะ ทำยังไงจึงมีลูกมากมายนัก ” หลายคนหัวเราะคิกๆ
“ โอ๊ย ! มันยากมันจนเจ้านายเอ๊ย ” เขาโพล่งออกไปเพราะเหลืออด
“ ก็มันเกี่ยวอะไรกับยากๆจนๆเล่า ” ปลัดซักด้วยน้ำเสียงแสดงความผิดหวังในคำตอบ



“ มันจน มันจน ไม่มีเงินจะไปซื้อผ้าห่ม ถึงจะเหม็นสาบเหม็นคาวทั้งปีทั้งชาติ
ก็ได้ใช้เมียนั้นแล้วต่างผ้าห่ม ลูกมันก็หลั่งไหลมา ” แทนเสียงหัวเราะ ทุกคนเงียบงันไปครู่หนึ่ง
เสียงปลัดหน้าตายคนนั้นจึงปร่าๆขึ้น
“ บ๊ะ อ้ายหมอนี่เอาเมียทำผ้าห่ม ”
ลมพัดมาอีกอู้หนึ่ง สะแบงและพะยอมทิ้งใบแก่กราวใหญ่ ประกายแดดยังเต้น
ระยิบ ลมหัวกุดยังคงพัดอื้ออึงกลางทุ่งโล่งเบื้องหน้า นาคผละจากเงาไม้สูงฝ่าเปลวแดดร้อนยามบ่ายมุ่งตรงไปหมู่บ้าน ไม่นานเขาสวนทางกับเพื่อนบ้านหมู่หนึ่ง
“ เฮ้ยทิดนาค ” เสียงนั้นทักมาแต่ไกล ไม่ทันจะตอบอีกคนหนึ่งก็ชิงเล่า
“ เอ็งโชคดีเหลือเกิน ” คำเล่าทำให้เขาใจชื้นมากขึ้น ยิ้มเล็กน้อยก่อนถาม
“ โชคยังไง โชคยังไง ” เขาถามอย่างร้อนรน
“ ก็เงินสองร้อยเอ็งได้รึเปล่าเล่า ? ”
“ ได้ซี อยู่นี่ ” เขาตบกระเป๋า
“ โชคดีเหลือเกิน โชคเอ็งดีเหลือเกินนาคเอ๋ย ถ้าเอ็งช้าไปอีกวันเดียวก็ชวดเงิน
สองร้อยบาท ”
“ ? ”

บทกวีการเมืองของ จีระนันท์ พิตรปรีชา


ทกวี - อหังการของดอกไม้
สตรีมีสองมือ
มั่นยึดถือในแก่นสาร
เกลียวเอ็นจักเป็นงาน
มิใช่ร่านหลงแพรพรรณ

สตรีมีสองตีน
ไว้ป่ายปีนความใฝ่ฝัน
ยืนหยัดอยู่ร่วมกัน
มิหมายมั่นกินแรงใคร

สตรีมีดวงตา
เพื่อเสาะหาชีวิตใหม่
มองโลกอย่างกว้างไกล
มิใช่คอยชม้อยชวน

สตรีมีดวงใจ
เป็นดวงไฟไม่ผันผวน
สร้างสมพลังมวล
ด้วยเธอล้วนก็คือคน

สตรีมีชีวิต
ล้างรอยผิดด้วยเหตุผล
คุณค่าเสรีชน
มิใช่ปรนกามารมณ์

ดอกไม้มีหนามแหลม
มิใช่แย้มคอยคนชม
บานไว้เพื่อสะสม
ความอุดมแห่งผืนดิน !
 
แด่พันธมิตร 2551
จะ ต้องข้ามอีกกี่ศพจึงพบว่า
อำนาจที่ได้มานั้นว่างเปล่า
จะด้านทนกี่เช้าเย็นจึงเห็นเงา
ทั้งโคตรเหง้าเงาหัวสิ้น เพราะกินเมือง
จะต้องพลีอีกกี่ศพจึงพบฝัน
กี่ฝ่าฟันบรรลุชัยได้หนุนเนื่อง
จะต้องสู้อีกกี่ครั้งจึงหวังเรือง
ชาติประเทืองประชาธิปไตยไร้แร้งรุม
ชาติประเทืองประชาธิปไตยไร้แร้งรุม ......

มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
 
หมดเวลา

"หมดเวลาแล้วหมดเวลา
จะต่างสีต่างศรัทธา หมดความหมาย
หมดเวลาค่าของคนหล่นกระจาย
นี่แหละคือภาพสุดท้าย สุดทางตัน
หมดเวลา หมดเวลามากล่าวโทษ
หมดเวลาจะเกลียดโกรธโหดห้ำหั่น
ทุกสิ่งที่ไขว่คว้า ต้องฆ่ากัน
สลายวับกับม่านควันโลกบรรลัย
ให้มันสิ้นให้มันสุดหยุดตรงนี้
อย่าให้มีสิ่งใดเหลือ...เพื่อวันใหม่
ขอพื้นที่กว้างกว้างกลางใจไทย
ดับเปลวไฟปลุกสติผลิปัญญา"

"น้ำตาที่ตกใน เรียกน้ำใจให้คืนมา
ร่วมก่อรอเวลา ลุกขึ้นมาประเทศไทย น้ำตา
ช่วยดับไฟ น้ำใจจะดับควัน พรุ่งนี้คงมีวัน
ให้รักกันประเทศไทย"

http://www.pantown.com/board.php?id=22048&area=4&name=board2&topic=1675&action=view

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

ประกาศผลรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2555



ประกาศผลรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2555
รับชมการสัมภาษณ์ การประกาศผลรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2555 http://www.youtube.com/watch?v=N39BkjP_Wh0


เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 55 ณ รัฐสภา นายพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลตัดสินกิจกรรมประกวดวรรณกรรมเรื่องสั้นและบทกวีการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้า ประจำปี 2555 หลังมีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 777 ผลงาน ผู้ได้รับรางวัลต่างๆมีรายชื่อดังต่อไปนี้
ประเภทเรื่องสั้นการเมือง
1. รางวัลชนะเลิศ "หมวกที่หายไป" โดย วิชชา ลุนาชัย
2. รางวัลรองชนะเลิศ "นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้าย" โดย มนตรี ศรียงค์ 
3. รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
กระสุนปืนนัดเดียว โดย อุเทน พรมแดง
กลับไปบ้านเกิด โดย วันเสาร์ เชิงศรี 
กาฬยุ โดย รัชศักดิ์ จิรวัฒน์  
ความลับในสวนยาง โดย พีรเดช  
นวลสาย ติดธง โดย อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ 
นกปากส้อน โดย ชัยกร หาญไฟฟ้า  
น้ำ(ท่วม) ใจ โดย ทัศนวดี บุหรง 
ตันหยง ตานี โดย สรวงอัปสร 
ปลาที่ว่ายตามเศษอาหารไปทุกสายน้ำ โดย ปลายแปรง
เมืองอมร 2312 โดย ปองวุฒิ รุจิชาคร

ประเภทบทกวีการเมือง
1. รางวัลชนะเลิศ "โลกของหนู" โดย นรพัลลภ ประณุทนรพล (เจ้าของรางวัลเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา) 
2. รางวัลรองชนะเลิศ "วางธงแล้วนั่งล้อมวงคุยกัน" โดย ยุคคลวรรณ
3. รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่ 
เงา โดย วิษณุ พุ่มสว่าง 
จดหมายเปิดผนึก โดย เพิงแหงน 
ดวงไฟแห่งกิยามะห์ โดย จันทร์ รำไพ  
ดอกไม้การเมือง โดย พีรพัฒน์ คงเพ็ชร 
ตาบอดคลำช้าง โดย จำลอง สวนะคุณานนท์ 
พระเอกคนเดิมของป้า โดย นนทวรรณ บุญวงษ์  
มันมาในคลื่นอากาศ โดย ดำรงศักดิ์ บุญสู่  
สถานการณ์หมอกควัน โดย จามรี ตันไพฑูรย์ดิถี 
สยามคีตา (ท่องอวสาน) โดย โอรสิทธิ์  
หนึ่งเสียงที่มากกว่าหนึ่งเสียง โดย เชษฐภัทร วิสัยจร  
โดยคณะกรรมการกำหนดวันมอบรางวัลในวันที่ 17 กันยายน 2555 ณ อาคารรัฐสภา 



ที่มา: dailynews.co.th และ msn.co.th


นักประพันธ์และวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลพานแว่นฟ้า

นักประพันธ์และวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลพานแว่นฟ้า


พ.ศ. 2554 - ครั้งที่ 10

ประเภทเรื่องสั้น
        รางวัลชนะเลิศ (ไม่มีผลงานใดถึงเกณฑ์ได้รับรางวัล)
        รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ผีดิบ โดย ไมเคิ้ล เลียไฮ และ ไม่มีแผ่นดินอยู่ โดย นรพัลลภ ประณุทนรพาล
        รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
ของขวัญข้อเก้า โดย จันทรา รัศมีทอง
ข้าราชการ โดย พุ่มพวง วรสันติวงศ์
คนรักเก่าเก่า... โดย จิตติมา ธมชยากร
ความฝันและความตายของชายต่างด้าว โดย วันเสาร์ เชิงศรี
คำอธิษฐาน โดย เชาวเรส บุณยพานิช
ป้าแฉล้ม โดย ซีแอตเทิล
ผาไส้ขาด โดย ปราจิณ คงคะจันทร์
ยุงก้นปล่อง โดย อนุสรณ์ มาราสา
เรื่องของจานดำ จานแดง เสื้อเหลือง เสื้อแดง และบอลโลก โดย วุฒนันท์ ชัยศรี
ละครหลังตอนจบ โดย ถนอม ขุนเพ็ชร์

ประเภทบทกวีการเมือง
      รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ มนุษย์เหวย เหวยมนุษย์ โดย นรพัลลภ ประณุทนรพาล
      รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ นี่หรือคือประเทศของข้าพเจ้า โดย เจริญขวัญ
      รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
ครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่ง โดย ปณิธิ ภูศรีเทศ
ใช่ไหมเธอ โดย อรพิน การะกูล
ประชาธิปไตยในหัวใจนาง โดย กอนกูย
ประเทศไทยในสนามเด็กเล่น โดย กฤตย์ดิศร กรเกศกมล
ประเทศไทยสีไหนดี โดย อิสระ ลายสือ
ภาพสุดท้ายที่ปลายปืน โดย วุฒิวโรดม
โรงเรียนใหม่ โดย พัฒนะ ปฐมพงศ์
วงแหวนแห่งไฟ โดย จามรี ตันไพฑูรย์ดิถี
สันติภาพ-ภราดรภาพ โดย ธนิต ธนะกุลมาส
อื่ออาจา โดย สุรพันธุ์ สมสีดา

พ.ศ. 2553 - ครั้งที่ 9

ประเภทเรื่องสั้น
      รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ครอบครัวของผม(ในสังคมสองสี) โดย รัชศักดิ์ จิระวัฒน์
      รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ พ่อจ๋า...อุกามาแล้ว โดย เริงณรงค์ เกตุพินิจ
      รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
ก่อนสายหมอกเลือน โดย ประดิษฐ์ สุรสีห์เรืองชัย
ดอกเบี้ยนอกระบบ โดย จันทรา รัศมีทอง
โทรทัศน์ขาว-ดำ โดย สุชาติ สุขประสิทธิ์
ปลาดุกกินเด็ก โดย กรกช บุตรสิม
โปรดทิ้งขยะให้ลงถัง โดย มนตรี ศรียงค์
มือปืน, หลวงพ่อ โดย ไชยา วรรณศรี
เราต่างก็แปลกหน้าอยู่ท่ามกลางหมอกควันสงคราม โดย จรรยา อำนาจพันธุ์พงศ์
หน้าต่าง โดย กันต์ธร อักษรนำ
หลำไม่ใส่เสื้อ โดย การันต์ วรรณยุกต์
ไอ้มดแดง โดย ศราศิต

ประเภทบทกวีการเมือง
       รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เงา(ไม่มีใครอยากไปปัตตานี) โดย อภิชาต จันทร์แดง
       รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ น้ำตาแม่ไหลในสวนหม่อน โดย โกสินทร์ ขาวงาม
       รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
การเมืองหน้าหาบขนม โดย โสภณ เปียสนิท
ต่าง-ไม่ต่าง โดย ดิษฐิยา แก้วเสถียร
ที่สายรุ้งเรืองรองสาดส่องถึง โดย กระบี่ใบไม้
บทบันทึกแทนคำสั่งเสีย โดย พัฒนะ ปฐมพงษ์
ประชาธิปไตยตั้งไข่ล้ม โดย แจ้ง วัชรกมล
เราลองมารักกันสักวันไหม โดย กฤตย์ดิศร กรเกศกมล
ศพาธิปไตย โดย ตะวัน กองม่วง
สัมผัส โดย ภูษิต ศรีมณี
หลัง 10 เมษายน 2553 โดย ปณิธิ พจนาพิทักษ์
เหยื่อกระสุน โดย สุขุมพจน์ คำสุขุม

พ.ศ. 2552 - ครั้งที่ 8

ประเภทเรื่องสั้น
      รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ พี่สาวของผม โดย ประกาศิต คนไว
      รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ผมกับผมอีกคน (ข้ามให้พ้นหุบเหวแห่งความเกลียดชัง) โดย ช. โชนแสง
      รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
คนหาปลา โดย ดนัย อู่ทรัพย์
เจ้า (หน้า) ที่ โดย ทัศนาวดี
เช็คช่วยด้วย โดย ประเทือง ตรีเพ็ชร
ทุเรียนการเมือง โดย เชษฐพล มานิตย์
นักตกปลาในงานเลี้ยง โดย กิติวัฒน์ ตันทะนันท์
แผนพึ่งตัวเอง โดย นรพัลลภ ประณุทนรพาล
ยึดอำนาจ โดย สิริมงคล แท้สูงเนิน
รถด่วนสายประชาธิปไตย โดย คำปัน สิงสูงเนิน
เวียงล่มที่หนองหล่ม โดย ปลายแปรง
เอาละวะขัดขืน โดย ณัฐวัฒน์ อุทธังกร

ประเภทบทกวีการเมือง
       รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ กระดาษแผ่นดิน โดย นิตยา พูนเพิ่ม
       รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ กู่ฝันของนกพิราบสีขาว โดย เพ็ญพักตร์ อิบรอยีห์ นินเราะห์
       รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
กระดานชื่อประเทศชาติ โดย ธีรภัทร เจริญสุข
การผลัดใบอันยาวนาน โดย นายเงา
เกิดการเปลี่ยนแปลงแห่งการเป็นไป โดย ภูวดล ภูภัทรโยธิน
ขอเพียงแผ่นดินไทยเป็นผืนเดียว โดย จามรี ตันไพฑูรย์ดิถี
เทียนของแม่ โดย กัมปนาท แสงทอง
ในนามของความเข้าใจ โดย กัญจนพร ยุระตา
ในป่าหิมพานต์ โดย กันต์ธร อักษรนำ
ในสายตาของคางคก โดย โกสินทร์ ขาวงาม
หน้าที่ของกู โดย สงวน กลิ่นหอม
อีกไม่นาน..ทหารหนุ่ม โดย สุขุมพจน์ คำสุขุม

พ.ศ. 2551 - ครั้งที่ 7

ประเภทเรื่องสั้น
       รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ สะพาน โดย วัฒน์ ยวงแก้ว
       รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ มหากรรมคอนเสิร์ตของคนเฒ่าคนแก่ โดย วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์
       รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
ข้อพิพาทระหว่างนายกเทศมนตรีกับช่างตัดผม โดย ชัยพร ศรีโบราณ
เด็กหญิงผู้ฝันอยากเป็นนายกรัฐมนตรี โดย ประกาศิต คนไว
ตามปกติ โดย นรพัลลภ ประณุทนรพาล
ในที่สุด โดย สิริมงคล แท้สูงเนิน
ประชาธิปไตยในคอกไม้ไผ่ โดย บำเพ็ญ ไมตรีโสภณ
ปีกแห่งเสรีภาพ โดย เกริกศิษฎ์ พละมาตร์
ไปให้ถึงจุดหมาย โดย ชมัยพร มาลัยทัต
เพราะธงผืนนั้น โดย จันทรา รัศมีทอง
มีกองวัสดุบนไหล่ทาง โดย มนตรี ศรียงค์
หนานบุญขายข้าว โดย ณัฐวัฒน์ อุทธังกร

ประเภทบทกวีการเมือง
       รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ แบบนี้ไหม โดย สายฝน ตรีณาวงษ์
       รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ สามัคคีมีช่องว่าง โดย ทิพย์ ญาดา
       รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
การแสวงหา โดย ณรงค์ อิ่มเย็น
เคารพธง โดย พัฒนะ ปฐมพงศ์
ต้นไม้และฝูงนกบนแผ่นดินเดียวกัน โดย ภูวดล ภูภัทรโยธิน
ใต้ผืนธง โดย กัญจนพร ยุระตา
ใบหน้า (เปื้อนเลือดของ) อารยะ โดย อังคาร จันทาทิพย์
ประชาธิปไตยในครอบครัว โดย นนทวรรณ บุญวงษ์
พื้นที่...การเมืองในหัวใจ โดย อภินันท์ สิริรัตนจิตต์
แผ่นดินของเรา โดย จามรี ตันไพฑูรย์ดิถี
มลพิษทางการเมือง โดย ชัยพร ศรีโบราณ
รอคอยวันฝันเป็นจริง โดย มลฤดี คำภูมี

พ.ศ. 2550 - ครั้งที่ 6

ประเภทเรื่องสั้น
      รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เราติดอยู่ในแนวรบเสียแล้ว แม่มัน โดย ดุสิต หวันฯ
      รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ แมวป่วย โดย วารุ วิชญรัฐ
      รางวัลชมเชย ๑๐ รางวัล ได้แก่
แกง โดย กันต์ธร อักษรนำ
ไข่ประชาธิปไตย โดย กัมปนาท แสงทอง
ในทัศนะของคนบาป โ ดย เดช อัคร
ผู้ถูกเช็คเด้ง โดย ชัยพร ศรีโบราณ
ผู้ล่า โดย เริงณรงค์ เกตุพินิจ
ผู้ว่าฯ กินก๋วยเตี๋ยว โดย พจนารถ พจนปกรณ์
ลมหายใจของแม่ โดย วันเสาร์ เชิงศรี
วันใหม่ โดย คชคณาธิป
สี่แยกสมมุติ โดย สิริมงคล แท้สูงเนิน
หมู่บ้านสีแดง โดย อนุสรณ์ มาราสา
ประเภทบทกวีการเมือง
       รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ จดหมายจากแม่ โดย ปัณณ์ เลิศธนกุล
       รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงละเมอของเด็กชายและเพลงกล่อมของแม่ โดย อันวาร์ หะซัน
       รางวัลชมเชย ๑๐ รางวัล ได้แก่
กาลเวลาแห่งประชาธิปไตย โดย สิชล สะอิมิ
คือสิทธิ์ อันศักดิ์สิทธิ์ โดย สุระ พิริยะพงศ์
ตำนานประชาธิปไตย โดย เชาว์ศิลป์ จินดาละออง
บทสนทนาลุงเคล้ากับรอหีมกลางศาลาชนแดน โดย ธาร ธรรมโฆษณ์
ปรัชญาของยาย โดย นายทิวา
ปลุก ! ประชาธิปไตย โดย พัฒนะ ปฐมพงศ์
เปลวเทียนแห่งแผ่นดิน โดย ภูวดล ภูภัทรโยธิน
มือ โดย มุกจันทร์ ฉาย
ยิ่งตื่นเช้ายิ่งพบศพความรัก โดย วิสุทธิ์ ขาวเนียม
วีรกรรมซึ่งไม่มีวีรชน โดย เสกสรร โรจนเมธากุล

พ.ศ. 2549 - ครั้งที่ 5

ประเภทเรื่องสั้น
       รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ การจากไปของนกเค้า โดย วิน วนาดร
       รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ความหวังจากถังขยะ โดย ชิด ชยากร
       รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
จัดฉาก โดย ถนอม ขุมเพ็ชร์
ชนชั้นแห่งดอกไม้ โดย เจษฎา ศรีวัฒนเมธากุล
เท่าไหร่? โดย กร ศิริวัฒโณ
ผู้พิทักษ์ โดย ประกาศิต คนไว
ผู้รับผิดชอบ โดย วุฒิ วัชระ
แพ้คัดเข้า โดย กรกช บุตรสิม
มื้อสุดท้าย โดย ธาร ยุทธชัยบดินทร์
อนุสาวรีย์ โดย ผา นางคอย
อาหารมื้อค่ำ โดย อุเทน พรมแดง
ไอ้เกล็ดทอง โดย หญ้าดอกขาว

ประเภทบทกวีการเมือง
        รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ บทอาขยานกล่อมลูก : ภาคประชาธิปไตยในมือเรา โดย พัฒนะ ปฐมพงศ์
        รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ คำร้องขอซอบารียะห์ โดย ที่จันทร์ ทอฉาย
        รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
แก้ไขที่คน โดย พรปวีณา นางาม
คุยกับแม่ โดย ปณิธิ ภูศรีเทศ
ตุลาคม โดย จามรี ตันไพฑูรย์ดิถี
บนหลังม้าศึก โดย อภิชาติ จันทร์แดง
ประชาธิปไตยในแผ่นดิน โดย กอนกูย
มหกรรมการเมืองไทย โดย สำราญ เพ็ชรชัย
เรือนหลังใหญ่ โดย ชิด ชยากร
สนั่นฟ้าดาดาว โดย อสิรวิษ
สู่ทางเลือกที่สมดุล โดย ชัยพร ศรีโบราณ
เสียงเพรียกถึงดอกขจร โดย สุระ พิริยะพงศ์

พ.ศ. 2548 - ครั้งที่ 4

ประเภทเรื่องสั้น
       รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ วาวแสงแห่งศรัทธา โดย วัชระ สัจจะสารสิน
       รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ อุดมการณ์ของคนเผาผี โดย ดรุณี เดชานุสรณ์
       รางวัลชมเชย ๖ รางวัล ได้แก่
วิถีแห่งสัตว์ โดย เริงณรงค์ เกตุพินิจ
ไม่แน่ โดย กร ศิริวัฒโณ
เล็กลึก โดย ธิปธารา ชินทัตต์
แผ่นดินของใคร โดย อรอุมา แซ่เตียว
กว่าพรุ่งนี้จะมาเยือน โดย วันเสาร์ เชิงศรี
ปั้นเลขเป็นตัว โดย ชัญวลี ศรีสุโข
ประเภทบทกวีการเมือง
        รางวัลชนะเลิศ ไม่มีผลงานใดถึงเกณฑ์ได้รับรางวัล
        รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ นาฬิกาสงคราม โดย วิสุทธิ์ ขาวเนียม
        รางวัลชมเชย ๗ รางวัล ได้แก่
สิทธิของปวงชนบนแผ่นดิน โดย วศินี ศัลยคุปต์
การเมือง โดย นิยม เจริญโท
คำฝากจากคนรุ่นก่อน โดย ศรีสุพร แจ่มอ้น
ภาพสามมิติของประชาธิปไตยไทย โดย เพิ่มบุญ เปลี่ยนภู่
สี่ปีที่เปล่าเปลี่ยว โดย ชัยพร ศรีโบราณ
อำนาจแห่งปวงชน โดย ด.ต.ระวินทร์ ทองสิมา
ทิพยธาตุ (ธาตุแห่งความเป็นไทย) โดย สุขุมพจน์ คำสุขุม

พ.ศ. 2547 - ครั้งที่ 3

ประเภทเรื่องสั้นการเมือง
ระดับประชาชน
         รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ตานะฮ์อูมี-แผ่นดินมาตุภูมิ โดย นก ปักษนาวิน
         รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ปัจจัยแห่งชีวิต โดย ขวัญยืน ลูกจันทร์
         รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
กลับจากสมรภูมิ โดย ชิด ชยากร
ไก่ลงร้าน โดย กร ศิริวัฒโณ
ค่าแรงที่รอคอย โดย วันเสาร์ เชิงศรี
งานลับ โดย ชิด ชยากร
มะเส๊าะ...ผู้ไม่มีหมายเลข โดย ปกาศิต แมนไทยสงค์
เมืองคนหาย โดย วินทกานท์
เมื่อวันนั้น...มาถึง โดย ยงยุทธ หนูเนียม
ระบำหุ่น โดย ชัญวลี ศรีสุโข
ราคาของแผ่นดิน โดย อนุสรณ์ มาราสา
รางวัลของแม่ โดย วิน วนาดร
ระดับนักเรียน
        รางวัลชนะเลิศ ไม่มีผลงานใดถึงเกณฑ์ได้รับรางวัล
        รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ ผู้พิทักษ์ โดย นิลุบล บุตรไชย
        รางวัลชมเชย มีผลงานผ่านเกณฑ์การพิจารณา 4 รางวัล ได้แก่
แง่มุมที่แตกต่าง โดย ศุภชัย ขุนจร
บทพิสูจน์...โลก...ความจริง (แสนโหดร้าย) โดย ธนา อัครมาส
ฟ้าสาง โดย วลัยลักษณ์ สมจินดา
เมล็ดพันธุ์แห่งประชาธิปไตย โดย พิณทิพย์ ลายธีระพงศ์

ประเภทบทกวีการเมือง
ระดับประชาชน
       รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ตลาดการเมือง โดย ชัยพร ศรีโบราณ
       รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ บ้านของเรา โดย สุขุม คำอ่อน
       รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
กรรมกรต่อกลอนกับนักการเมือง โดย ธาร ธรรมโฆษณ์
คำร้องขอของแผ่นดิน โดย เชาว์ศิลป์ จินดาละออง
ทางแสงดาว โดย สิระพล อักษรพันธ์
ทิพย์ดุริยางค์ โดย ชิด ชยากร
เพลงหม่นบนภาพเก่า โดย สัญญา พานิชยเวช
แม่เฒ่า โดย อุเทน พรมแดง
ยอดหญ้ากับฟ้าฝน โดย กัมปนาท แสงทอง
รีรีข้าวสาร-ลาน อบต. โดย สมใจ สมคิด
สามเส้าแห่งชาติ โดย กอนกูย
อุทยานประชาธิปไตย โดย วิสุทธิ์ ขาวเนียม
ระดับนักเรียน
       รางวัลชนะเลิศ ไม่มีผลงานใดถึงเกณฑ์ได้รับรางวัล
       รางวัลรองชนะเลิศ มีผลงานผ่านเกณฑ์การพิจารณา 2 รางวัล ได้แก่
ประชาธิปไตย...อยู่ไหนหรือ โดย วันนิศา คำทรัพย์
ป่า...ประชาธิปไตย โดย พิมพ์ไทย โลหิตคุปต์
รางวัลชมเชย มีผลงานผ่านเกณฑ์การพิจารณา 8 รางวัล ได้แก่
การเมือง (คล้าย) เรื่องกีฬา โดย วันนิศา คำทรัพย์
คนดีศรีสภา โดย สุทธิวัฒน์ ผลมะขาม
ปลุกเสรี! โดย อาภานรี ชาวโพธิ์เอน
ปลูกป่า...ปลูกคน โดย นรนิตย์ อึ้งปกรณ์แก้ว
รัฐนาวาประชาธิปไตย โดย กนกนันท์ ชเนตต์มหรรฆ์
ล้อมรั้วสิทธิ์เสรี โดย รัตภรณ์ รอดเนียม
สวัสดี โดย เกรียงไกร สาระภะ
สือบรอยเท้าสานรอยไทย โดย ไชยวุฒิ รักษา

พ.ศ. 2546 - ครั้งที่ 2

ประเภทเรื่องสั้นการเมือง
ระดับประชาชน
       รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เหนือคมพยัคฆ์ โดย ชิด ชยากร
       รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ กล่องสบู่ของพ่อ โดย วิน วนาดร
       รางวัลชมเชย 10 รางวัล ได้แก่
ทางเลือก โดย วันเสาร์ เชิงศรี
นกหลง โดย สาคร พูลสุข
นักเล่านิทานยามราตรี โดย สาคร พูลสุข
ผู้ป่วย โดย พจนารถ พจนปกรณ์
ผ้าพับ โดย สมใจ สมคิด
ม้าขี่ - ผีเจ้านาย โดย ชัญวลี ศรีสุโข
วีรชนนิรนาม โดย สมใจ สมคิด
สมดุลใหม่ โดย ยอดา ฮะเซ็มเซ็ง
อุดมการณ์แห่งรัก โดย ประมูล สัจจวิเศษ
ฮัลโหล โดย กร ศิริวัฒโณ
ระดับเยาวชน
       รางวัลชนะเลิศ ไม่มีผลงานใดถึงเกณฑ์ได้รับรางวัล
       รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เรื่องเล่าจากขุนเขา โดย วินทกานท์
       รางวัลชมเชย มีผลงานผ่านเกณฑ์การพิจารณา 3 รางวัล ได้แก่
ความในใจ โดย ใจเดียว
ภารโรงกับรัฐมนตรี โดย นคร กิ่งไทร
แนวรบแห่งอุดมการณ์ โดย พิริยะ ตระกูลสว่าง

ประเภทบทกวีการเมือง
ระดับประชาชน
      รางวัลชนะเลิศ ไม่มีผลงานใดถึงเกณฑ์ได้รับรางวัล
      รางวัลรองชนะเลิศ มีผลงานผ่านเกณฑ์การพิจารณา 2 รางวัล ได้แก่
ต้นกล้า โดย ชิด ชยากร
หัวหน้าห้อง โดย ปณิธิ ภูศรีเทศ
       รางวัลชมเชย มีผลงานผ่านเกณฑ์การพิจารณา 7 รางวัล ได้แก่
กว่าจะมีวันนี้ โดย ชัชพล จรกลิ่น
ใต้ฟ้าประชาธิปไตย โดย บุญชัย ตันสกุล
ไทยไม่สิ้นความเป็นไทย โดย มิ่งขวัญ กิตติวรรณกร
ประชาธิปไตยในหัวใจฉัน โดย ไพรินทร์ พันธวงศ์
ปล่อยผีไปทีเถิด โดย ไพบูลย์ พันธ์เมือง
มือ โดย นิยม เจริญโท
อำนาจในมือ คือของใคร โดย สุรเดช แสงแก้ว
ระดับเยาวชนชน
      รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ คือประชาชน โดย ศิระณัฐ วิทยาธรรมธัช
      รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เสริมประชาธิปไตยไทยมั่นคง โดย อาภาพร วรรณสุนธยา
      รางวัลชมเชย มีผลงานผ่านเกณฑ์การพิจารณา 6 รางวัล ได้แก่
การปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา โดย ไววิทย์ หนูเอก
ความหวังของพ่อ โดย เบญจมาศ บุญประกอบ
แด่ประชาธิปไตย โดย สุญญาตา เมี้ยนละม้าย
ประชาธิปไตย โดย หทัยชนก พ่วงใส
ประชาธิปไตยย่อมอยู่ในไทยทุกคน โดย วราญา วงศ์ตันฮวด
ลิเก๊...ลิเก โดย ณรงค์กร ศรีดี

พ.ศ. 2545 - ครั้งที่ 1

ประเภทเรื่องสั้นการเมือง
        รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ คืนเดือนเพ็ญ โดย อุเทน พรมแดง
        รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เรื่องนี้เรื่องนั้น เรื่องเดียวกัน โดย หลงบุเรศ
        รางวัลชมเชย มีผลงานผ่านเกณฑ์การพิจารณา 9 รางวัล ได้แก่
กว่าจะรู้เดียงสา โดย วัชระ เพชรทอง
จดหมายจากชายชรา โดย ลอย เหนือดี
ดะแอ โดย วินทกานท์
นางรำ โดย ก้าววิโรจน์ ดำจำนงค์
บิน โดย ดอกไม้แก้ว
ประชาธิปไตยในทางลัด โดย แสงทอง บาลธนจักร์
ผู้มีสิทธิ์ โดย ไชยา วรรณศรี
ภาพเก่า โดย ชาติณรงค์ วิสุตกุล
มองจากที่สูง โดย ไพบูลย์ พันธ์เมือง
         ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/

เกณฑ์การคัดเลือกและรับรางวัลพานแว่นฟ้า


วัตถุประสงค์
๑.   เพื่อสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข
๒.   เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพทางการเมืองโดยใช้ศิลปะถ่ายทอดความรู้สึกสะท้อน
ภาพการเมืองและสังคม หรือจินตนาการถึงการเมืองและสังคมที่ต้องการในรูปแบบของเรื่องสั้น
และบทกวี
๓.   เพื่อสืบสานสร้างสรรค์วรรณกรรมการเมืองให้มีส่วนปลุกจิตสำนึกประชาธิปไตย

คุณสมบัติผู้ส่งผลงานเข้าประกวด
   ประชาชนทั่วไป
ลักษณะและหลักเกณฑ์การส่งผลงานเข้าประกวด
๑.   เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเอง ไม่ลอกเลียนแบบหรือดัดแปลงจากเรื่องใดๆ หากมีการลอกเลียนแบบหรือดัดแปลงหรือละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้เขียนจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย
๒.   เป็นผลงานที่เขียนขึ้นใหม่ ไม่เคยพิมพ์เผยแพร่มาก่อนการตัดสินของคณะกรรมการ
๓.   ผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่ในขณะที่ส่งผลงาน
๔.   ผู้ส่งผลงานเข้าประกวด มีสิทธิส่งผลงานประเภทละ ๑ เรื่อง
๕.   ห้ามใช้ชื่อผู้อื่นส่งผลงานแทนตนเองอย่างเด็ดขาด กรณีผลงานใดมีข้อสงสัย คณะกรรมการอาจใช้
ดุลยพินิจเชิญผู้ส่งผลงานมาชี้แจง 
๖.   ผลงานที่ส่งเข้าประกวด คณะกรรมการจะไม่ส่งต้นฉบับคืน
๗.   การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นเด็ดขาด
๘.   การตีพิมพ์ผลงานที่ได้รับรางวัลครั้งแรก ให้เป็นสิทธิของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ลักษณะเรื่องสั้นการเมือง
เป็นผลงานวรรณกรรมประเภทเรื่องสั้น ต้นฉบับผลงานต้องเป็นภาษาไทย และพิมพ์ลงในกระดาษ 
เอ ๔ จำนวนไม่เกิน ๑๐ หน้าโดยประมาณ หากพิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ใช้ตัวอักษรขนาด ๑๖ ตัวพิมพ์ 
(๑๖ พอยท์)

ลักษณะบทกวีการเมือง
เป็นผลงานวรรณกรรมประเภทบทกวี หากเป็นฉันทลักษณ์แบบแผน ขนาดความยาว ๖ - ๑๒ บท 
หรือเป็นบทกวีรูปแบบอื่น (กลอนเปล่าหรือรูปแบบคำประพันธ์ที่สร้างขึ้นใหม่) ความยาวไม่เกิน ๒ หน้า
กระดาษ เอ ๔  พิมพ์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ใช้ตัวอักษรขนาด ๑๖ ตัวพิมพ์ (๑๖ พอยท์) หากเขียนด้วย
ลายมือให้เขียนตัวบรรจง 

หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกและตัดสินวรรณกรรมเรื่องสั้นและบทกวีการเมือง
๑.   เนื้อหาสาระเป็นไปตามวัตถุประสงค์
๒.   มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 
๓.   มีอรรถรส ชวนอ่าน และมีคุณค่าในเชิงวรรณศิลป์
๔.   สำนวนภาษาถูกต้องเหมาะสม
๕.   มีองค์รวมของความเป็นวรรณกรรม
๖.   การตัดสินแบ่งออกเป็น ๓ รอบ
๖.๑ คณะอนุกรรมการกลั่นกรอง
๖.๒ คณะอนุกรรมการคัดเลือก
๖.๓ คณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า ปี ๒๕๕๔ ตัดสินรอบสุดท้าย
๗.   ในกรณีที่ผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทำผิดหลักเกณฑ์ จะด้วยวิธีการใดก็ตาม คณะกรรมการ
ขอสงวนสิทธิ์ในการเรียกคืนรางวัลพร้อมเงินรางวัล
    รางวัล
ประเภทเรื่องสั้นการเมือง /ประเภทบทกวีการเมือง
๑.   รางวัลชนะเลิศ ประเภทละ ๑ รางวัล
ได้รับโล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร ของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา
และเงินรางวัล รางวัลละ ๕๐,๐๐๐ บาท
๒.   รางวัลรองชนะเลิศ ประเภทละ ๑ รางวัล
ได้รับโล่เกียรติยศ พร้อมเกียรติบัตร ของประธานวุฒิสภาและรองประธานรัฐสภา
และเงินรางวัล รางวัลละ ๓๐,๐๐๐ บาท
๓.   รางวัลชมเชย ประเภทละ ๑๐ รางวัล
ได้รับเกียรติบัตร ของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา 
และเงินรางวัล รางวัลละ ๑๐,๐๐๐ บาท

ทั้งนี้ ผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวดได้ที่ กลุ่มงานเผยแพร่ประชาธิปไตยและกิจกรรม
สภาผู้แทนราษฎร สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถนนอู่ทองใน เขตดุสิต 
กรุงเทพฯ ๑๐๓๐๐ หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ ๐ ๒๒๔๔ ๒๕๑๕ - ๘ 
www.parliament.go.th

รางวัลพานแว่นฟ้า


รางวัลพานแว่นฟ้า เป็นรางวัลการประกวดผลงานเขียน วรรณกรรมการเมือง จัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและรัฐสภาไทย  เพื่อสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพแสดงออกทางการเมืองและสืบสานวรรณกรรมการเมืองให้มีส่วนปลุกจิตสำนึกประชาธิปไตย จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2545 ในวาระครบรอบ 70 ปี ของรัฐสภา โดยได้จัดประกวดวรรณกรรมเรื่องสั้นการเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก และในปี พ.ศ. 2546 ได้เพิ่มประเภทบทกวีการเมืองเข้าประกวดด้วย รวมทั้งแบ่งเป็นระดับนักเรียนและระดับประชาชน จนถึงปี พ.ศ. 2548 ได้ยกเลิกการแบ่งระดับไป การประกวดรางวัลพานแว่นฟ้าได้จัดต่อเนื่องกันมาทุกปี นับเป็นรางวัลทางวรรณกรรมที่ทรงอิทธิพลอีกรางวัลหนึ่งในยุคนี้
รางวัลพานแว่นฟ้า รับผลงานส่งเข้าประกวดทุกๆ ต้นปี โดยจะรับผลงานประเภทต่างๆ และประกาศผลการประกวดในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน หรือสัปดาห์แรกของเดือนธันวาคม อันเป็นวาระของวันรัฐธรรมนูญ(10 ธันวาคม)

รางวัลพานแว่นฟ้าเกียรติยศ

ในปี พ.ศ. 2554 อันเป็นปีครบรอบหนึ่งทศวรรษของรางวัลพานแว่นฟ้า คณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า ได้พิจาณาเลือกสรรวรรณกรรมการเมืองรางวัลพานแว่นฟ้าเกียรติยศ 10 รางวัล ได้แก่ ขอบฟ้าขลิบทอง ของอุชเชนี หรือ ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา คุณภาพชีวิต ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์ถึงเชิงตะกอน ของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ แด่ วัยดรุณของชีวิต ของ ทวีปวร หรือ ทวีป วรดิลก ทานตะวันดอกหนึ่ง ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ หรือ ศักดิชัย บำรุงพงศ์ ธรรมาธิปไตย : หลักปฏิบัติศาสนาและศีลธรรม (ตัดตอนจาก คู่มือมนุษย์ ฉบับปฏิบัติธรรม) ของ พุทธทาสภิกขุ หรือ พระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญฺโญ) นักกานเมือง ของ ลาว คำหอม หรือ คำสิงห์ ศรีนอก เปิบข้าว (ตัดตอนจาก วิญญาณหนังสือพิมพ์ คำเตือนจากเพื่อนเก่าอีกครั้ง) ของ จิตร ภูมิศักดิ์ หมาตำรวจ ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อาชญากรผู้ปล่อยนกพิราบ ของ ดอกประทุม หรือ กุหลาบ สายประดิษฐ์ และเรื่อง อีศาน ของ นายผี หรือ อัศนี พลจันทร โดยการมอบรางวัลดังกล่าว เป็นการมอบให้กับผลงานของนักเขียนไทยในอดีตที่มีเนื้อหาสาระแสดงทัศนะหรือสะท้อนประเด็นเกี่ยวกับประชาธิปไตยในสังคมไทยในอดีตและปัจจุบันได้อย่างลุ่มลึก หลากหลาย งดงาม สมควรเผยแพร่ให้เป็นแบบอย่างเพื่อปลุกเร้าหรือเป็นแรงบันดาลใจแก่ผู้รักประชาธิปไตยในสังคมไทย

ปัญหาการตัดสิน

การตัดสินรางวัลพานแว่นฟ้า ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2548 เกิดปัญหาเนื่องจากนางลลิตา ฤกษ์สำราญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร พรรคไทยรักไทย ในฐานะประธานจัดประกวด มีความเห็นส่วนตัวว่าวรรณกรรมที่ได้รับการตัดสินให้รับรางวัล ทั้งประเภทเรื่องสั้น ที่มี นายปองพล อดิเรกสาร และบทกวี ที่มี นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นประธาน มีเนื้อหาของตัวละครในเรื่อง ตีแผ่พฤติกรรมคอรัปชั่นของรัฐมนตรี (เรื่องสมมุติ) และพลิกมติให้เรื่องสั้น 2 เรื่องที่ควรจะได้รับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศให้ตกไป และไม่ได้รางวัลใดๆ เรื่องสั้น 2 เรื่องดังกล่าวคือ พญาอินทรี ของ จรัญ ยั่งยืน และ กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด ของ 'อาลี โต๊ะอิลชา' หรือ ศิริวร แก้วกาญจน์ โดยให้เหตุผลเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น การตัดสินดังกล่าวได้รับการต่อต้านจากคณะกรรมการประกวด รวมทั้งเสียงต่อต้านจากบุคคลในวงการวรรณกรรม นับเป็นเรื่องประหลาดที่คณะกรรมการไม่รับรองผลการตัดสินของกรรมการเสียงข้างมาก ทั้งที่การประกวดวรรณกรรมการเมือง เพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย แต่ตัวประธานไม่เป็นประชาธิปไตย และนำการเมืองไปแทรกแซงวงการวรรณกรรม รอยด่างครั้งนี้ ทำให้รางวัลพานแว่นฟ้าซบเซาไปในระยะหนึ่ง
เมื่อปี พ.ศ. 2549 ศิริวร แก้วกาญจน์ ส่งเรื่องสั้น 'กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด' และบทกวี 'การปะทะของแสงและเงา' เข้าประกวดรางวัลพานแว่นฟ้า ปรากฏว่าเกิดกรณีตัดสิทธิผลงานด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งต่อมา ศิริวร ได้ขยาย 'กรณีฆาตกรรมโต๊ะอิหม่ามสะตอปา การ์เด' ให้เป็นนวนิยาย ปรากฏว่าด้วยความโดดเด่นของเนื้อหา และกลวิธีการเล่า ทำให้นวนิยายเรื่องนี้เข้ารอบสุดท้ายของรางวัลซีไรต์ ปี พ.ศ. 2549 ปีต่อมา เขาส่งบทกวีสองบท ได้แก่ 'จดหมายของแม่' และ 'เพลงละเมอของเด็กชายและเพลงกล่อมของแม่' เข้าประกวดรางวัลพานแว่นฟ้าอีกครั้ง ในนามของ 'ปัณณ์ เลิศธนกุล' และ 'อันวาร์ หะซัน' ตามลำดับ ปรากฏว่าบทกวีทั้งสองได้รับรางวัลชนะเลิศและรองชนะเลิศ ตามลำดับ โดยคณะกรรมการไม่รู้ว่า บทกวีสองชิ้นนี้เป็นผลงานของ ศิริวร เพราะเขาใช้นามปากกาที่ต่างกันในการส่งเข้าประกวด การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกติกาของการประกวด เขาจึงไม่แสดงตัวในวันรับรางวัล ความลับดังกล่าวถูกปิดเงียบ จนเมื่อปี พ.ศ. 2551 ศิริวร ได้พิมพ์รวมบทกวีชุดใหม่ชื่อ 'ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง' โดยมีบทกวีที่ได้รับรางวัลทั้งสองชิ้นรวมอยู่ด้วย พร้อมเขียนหมายเหตุพาดพิงถึงรางวัลพานแว่นฟ้าไว้ด้วย ศิริวร จงใจพิสูจน์บางอย่าง และการจงใจนี้นำไปสู่การฝ่าฝืนกฎ แต่น่าแปลกที่กลับไม่เกิดปฏิกิริยาใดๆ ในแวดวงวรรณกรรมเลย  นับเป็นรอยด่างอีกครั้งที่กรรมการตัดสินรางวัลถูกท้าทาย
เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2552 นายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพา ได้แถลงข่าวเรียกร้องเสรีภาพในการเขียนและวิพากษ์วิจารณ์ให้กับกลุ่มนักเขียนศิลปินประชาธิปไตย โดยขอให้ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองยอมรับความในคิดเห็นที่แตกต่าง สร้างความเสมอภาคและเสรีภาพในการพูดความจริง และต่อมาได้ประกาศลาออกจากการเป็นกรรมการตัดสินรางวัลพานแว่นฟ้า  นับเป็นรอยด่างอีกครั้งที่กรรมการรางวัลพานแว่นฟ้ายังอยู่ภายใต้วังวนการเมืองเลือกข้าง
จะสังเกตได้ว่าเมื่อเกิดกรณีดังกล่าว ปีถัดไปมักจะมียอดการส่งผลงานเข้าประกวดลดลง แต่ด้วยเป็นเวทีที่สำคัญ หากมีการตัดสินอย่างยุติธรรมจำนวนผลงานที่ส่งเข้าประกวดมักจะเพิ่มขึ้นทุกปี